หักเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ต้องให้พนักงานเซ็นยินยอมไหม

📢 ออกประกาศหักเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้ว ต้องให้พนักงานเซ็นยินยอมด้วยไหม

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องเริ่มหักเงินสะสมจากค่าจ้างพนักงานและจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คำถามที่ HR ถามกันมากที่สุดคือ ประกาศบริษัทฉบับเดียวพอหรือไม่ ต้องให้พนักงานลงชื่อยินยอมให้หักด้วยหรือเปล่า และถ้าพนักงานไม่ยอมเซ็น บริษัทจะหักได้ไหม

คำตอบสั้น ๆ

ไม่ต้องขอความยินยอมครับ เพราะการหักเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็น “เงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติ” ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบมาตรา 131 นายจ้างมีหน้าที่ต้องหักทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง ประกาศบริษัทจึงมีสถานะเป็นการ “แจ้งให้ทราบ” ไม่ใช่การ “ขออนุญาต” — แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ หักผิดฐาน หักไม่ครบ หรือลืมหัก เพราะกฎหมายไม่ยอมให้นายจ้างอ้างเหตุนั้นเพื่อพ้นความรับผิดครับ

⚖️ กรณีศึกษา: หักค่าจ้างทั้งที่ลูกจ้างเซ็นยินยอมแล้ว ศาลก็ยังบอกว่าหักไม่ได้

คดีนี้ไม่ใช่เรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยตรง แต่เป็นคดีที่วางหลักเรื่อง “ขอบเขตการหักค่าจ้าง” ไว้ชัดที่สุด และเป็นเหตุผลว่าทำไมนายจ้างจึงต้องแยกให้ออกว่าการหักแบบไหนทำได้ แบบไหนทำไม่ได้

ข้ออ้างนายจ้าง

ลูกจ้างหญิงรายหนึ่งเป็นภริยาของลูกจ้างอีกคนที่ก่อความเสียหายให้บริษัท นายจ้างจึงหักค่าจ้างของฝ่ายภริยาเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย โดยอ้างว่าลูกจ้างได้ทำหนังสือยินยอมให้หักไว้แล้ว

คำวินิจฉัยศาล

ข้อยกเว้นให้หักค่าจ้างเพื่อชดใช้ค่าเสียหายตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง (4) มุ่งหมายถึงตัวลูกจ้างที่เป็นผู้ก่อหนี้หรือความเสียหายเอง เมื่อลูกจ้างรายนี้เป็นเพียงภริยาของผู้ก่อความเสียหาย จึงไม่เข้าข้อยกเว้นตามกฎหมาย

ผลทางกฎหมาย

แม้ลูกจ้างจะทำหนังสือยินยอมไว้ นายจ้างก็หักค่าจ้างไม่ได้ และต้องคืนเงินค่าจ้างที่หักไปให้ลูกจ้าง — เพราะความยินยอมไม่อาจทำให้การหักที่กฎหมายห้ามกลายเป็นการหักที่ชอบด้วยกฎหมาย

สรุปหลักที่ใช้ได้จริง คือ การหักค่าจ้างต้องเข้าข้อยกเว้นในมาตรา 76 เท่านั้น ถ้าไม่เข้า ต่อให้มีใบยินยอมก็หักไม่ได้ กลับกัน ถ้าเข้าข้อยกเว้นเพราะกฎหมายบัญญัติให้หัก เช่น ภาษีเงินได้ เงินสมทบประกันสังคม และเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง นายจ้างหักได้ทันทีโดยไม่ต้องรอความยินยอม และที่จริงคือหักช้าไม่ได้ด้วย เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย

📌 สิ่งที่เจ้าของกิจการและ HR ต้องเข้าใจก่อน 1 ตุลาคม 2569

  • ใครเข้าข่าย — มาตรา 130 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ลูกจ้างของกิจการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
  • ใครได้รับยกเว้น — วรรคสองยกเว้นกิจการที่นายจ้างจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจัดการสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง แต่ถ้ามีลูกจ้างบางคนไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายจ้างมีหน้าที่ต้องให้ลูกจ้างกลุ่มนั้นเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง — จุดนี้คือจุดที่หลายบริษัทเข้าใจผิดว่า “เรามี PVD แล้ว ไม่เกี่ยว”
  • อัตรานำส่ง — ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ช่วง 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง และตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 ปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง (เพดานตามมาตรา 131 คือไม่เกิน 5% ของค่าจ้าง)
  • ฐานคำนวณคือ “ค่าจ้าง” ไม่ใช่ “รายได้รวม” — ค่าจ้างตามมาตรา 5 คือเงินที่จ่ายตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับเวลาทำงานปกติ ค่าล่วงเวลาและโบนัสไม่ใช่ค่าจ้าง แต่เงินที่จ่ายประจำจำนวนแน่นอนทุกเดือนอย่างค่าครองชีพ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าเป็นค่าจ้าง ตั้งฐานผิดตั้งแต่ต้น = นำส่งผิดทุกเดือน
  • กำหนดนำส่ง — นำส่งเงินสะสมพร้อมเงินสมทบภายใน วันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหัก งวดค่าจ้างเดือนตุลาคม 2569 จึงนำส่งภายใน 15 พฤศจิกายน 2569
  • ส่งช้าหรือส่งขาดมีเงินเพิ่ม — มาตรา 131 กำหนดเงินเพิ่ม อัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ของจำนวนที่ยังไม่ได้นำส่งหรือที่ยังขาด เศษของเดือนถ้าถึง 15 วันขึ้นไปนับเป็นหนึ่งเดือน
  • ลืมหัก ≠ พ้นผิด — มาตรา 131 ระบุชัดว่า ห้ามนายจ้างอ้างเหตุที่ไม่ได้หักค่าจ้าง หรือหักไปแล้วแต่ไม่ครบจำนวน เพื่อให้พ้นความรับผิดที่ต้องนำส่งเงิน และแม้นายจ้างจ่ายค่าจ้างไม่ตรงกำหนด ก็ยังต้องนำส่งโดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว
  • ถ้าค้างจ่าย — พนักงานตรวจแรงงานมีคำเตือนเป็นหนังสือให้ชำระภายในเวลาที่กำหนดแต่ไม่น้อยกว่า 30 วัน (มาตรา 132) และหากยังไม่จ่าย มีอำนาจออกคำสั่งยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สินได้ตามมาตรา 136
  • พนักงานได้อะไร — เมื่อออกจากงาน ได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล ตามมาตรา 133 กรณีเสียชีวิตจ่ายให้ผู้ที่ลูกจ้างระบุไว้ หากไม่ได้ระบุจะจ่ายให้บุตร สามี ภรรยา บิดา มารดา ที่มีชีวิตอยู่คนละส่วนเท่า ๆ กัน และสิทธิเรียกร้องเงินจากกองทุนโอนกันไม่ได้ ทั้งไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีตามมาตรา 137

✅ เช็กลิสต์ 8 ข้อ ให้ประกาศและระบบจ่ายเงินเดือนรัดกุมก่อนงวดแรก

  • นับหัวลูกจ้างให้ชัด ว่าถึง 10 คนหรือไม่ รวมลูกจ้างทุกประเภทที่อยู่ในบังคับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ไม่ใช่นับเฉพาะพนักงานประจำสำนักงานใหญ่
  • ทำทะเบียนแยกสองกลุ่ม ระหว่างพนักงานที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กับพนักงานที่ไม่ได้เป็นสมาชิก เพราะกลุ่มหลังคือกลุ่มที่ต้องหักเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
  • นิยาม “ค่าจ้าง” ในระบบเงินเดือนให้ตรงกฎหมาย ตรวจว่ารายการจ่ายประจำอย่างค่าครองชีพถูกจัดอยู่ในฐานค่าจ้าง และค่าล่วงเวลา โบนัส ไม่ถูกดึงเข้าฐานโดยไม่ตั้งใจ
  • ตั้งสูตรหักในโปรแกรมเงินเดือนล่วงหน้า พร้อมกำหนดวันเปลี่ยนอัตราไว้ตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อไม่ให้พลาดรอบปรับอัตราในปี 2574
  • ออกประกาศแจ้งพนักงานเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุกลุ่มที่เข้าข่าย อัตรา ตัวอย่างการคำนวณ เดือนแรกที่เริ่มหัก และสิทธิที่ได้รับเมื่อพ้นสภาพ — แม้กฎหมายไม่ได้บังคับให้ต้องขอความยินยอม แต่การแจ้งล่วงหน้าช่วยลดข้อพิพาทเรื่อง “ทำไมเงินเดือนหายไป”
  • แสดงรายการหักบนสลิปเงินเดือนแยกบรรทัดให้ชัด อย่ารวมกับรายการหักอื่น เพราะสลิปคือหลักฐานชิ้นแรกที่พนักงานตรวจแรงงานจะขอดู
  • ตั้งเตือนวันที่ 15 ของทุกเดือน เป็นกำหนดนำส่ง และเก็บหลักฐานการนำส่งไว้เป็นชุดรายเดือนคู่กับทะเบียนลูกจ้าง
  • วางรอบตรวจทานย้อนหลังทุกไตรมาส ว่ามีพนักงานเข้าใหม่หรือลาออกที่ตกหล่นจากทะเบียนหรือไม่ เพราะหากตกหล่นสะสมหลายเดือน เงินเพิ่มรายเดือนจะทบไปเรื่อย ๆ

💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: จำนวนเงินต่อคนดูไม่มาก แต่ความเสี่ยงของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ยอดเงิน มันอยู่ที่ ความสม่ำเสมอของข้อมูล — ถ้าฐานค่าจ้างตั้งผิด หรือทะเบียนลูกจ้างไม่ตรงกับความจริง ความผิดพลาดจะไม่ใช่ครั้งเดียว แต่จะทำซ้ำทุกเดือนโดยไม่มีใครรู้ จนกว่าจะมีคนร้องเรียน องค์กรที่ผ่านเรื่องนี้ได้สบายที่สุดคือองค์กรที่ข้อมูลเวลาทำงานและค่าจ้างเดินอยู่ในเส้นทางเดียวกันตั้งแต่ต้น ไม่ต้องมานั่งกระทบยอดกันทีหลังครับ

❓ คำถามที่พบบ่อย

Qบริษัทมีพนักงาน 12 คน มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้ว แต่มี 4 คนที่ไม่ได้สมัครเป็นสมาชิก ต้องทำอย่างไร

มาตรา 130 วรรคสอง ยกเว้นกิจการที่นายจ้างจัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ แต่แนวปฏิบัติของทางราชการระบุว่า กรณีลูกจ้างไม่ได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ นายจ้างมีหน้าที่ต้องดำเนินการให้ลูกจ้างกลุ่มนั้นเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ดังนั้นพนักงาน 4 คนดังกล่าวต้องถูกหักเงินสะสมและได้รับเงินสมทบจากบริษัทตามอัตราที่กฎกระทรวงกำหนด ควรตรวจสอบยืนยันกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ก่อนวางระบบครับ

Qถ้า HR ลืมหักเงินสะสมของพนักงานบางคนในเดือนนั้น บริษัทต้องออกเงินเองไหม

ต้องนำส่งครับ มาตรา 131 บัญญัติห้ามมิให้นายจ้างอ้างเหตุที่ไม่ได้หักค่าจ้าง หรือหักไปแล้วแต่ไม่ครบจำนวน เพื่อให้พ้นความรับผิดที่ต้องนำส่งเงินดังกล่าว หมายความว่าหน้าที่นำส่งยังคงอยู่แม้จะลืมหัก และหากนำส่งล่าช้าหรือไม่ครบ ยังมีเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนของจำนวนที่ค้างอีกด้วย ส่วนการจะไปหักย้อนหลังจากค่าจ้างงวดถัดไปนั้นควรแจ้งพนักงานให้ทราบล่วงหน้าและระบุบนสลิปให้ชัดเจน

Qฐาน 0.25% คำนวณจากอะไร ต้องรวมค่าล่วงเวลากับโบนัสด้วยหรือไม่

คำนวณจาก “ค่าจ้าง” ตามนิยามในมาตรา 5 คือเงินที่นายจ้างจ่ายตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาทำงานปกติ ค่าล่วงเวลาและโบนัสจึงไม่ใช่ค่าจ้าง แต่เงินที่จ่ายเป็นจำนวนแน่นอนประจำทุกเดือนเพื่อตอบแทนการทำงานทำนองเดียวกับเงินเดือน เช่น ค่าครองชีพ ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่าเป็นค่าจ้าง จุดที่มักพลาดคือระบบเงินเดือนที่แยกประเภทรายได้ไม่ละเอียดพอ ทำให้ฐานคำนวณเพี้ยนทั้งปี การวางโครงสร้างประเภทรายได้ใน โปรแกรมเงินเดือน Digitalscan ให้ตรงกับนิยามค่าจ้างตั้งแต่แรก จะช่วยให้ทั้งเงินสะสม เงินสมทบ และค่าล่วงเวลาคำนวณจากฐานเดียวกันอย่างสม่ำเสมอครับ

📄 ตัวอย่างประกาศแจ้งพนักงาน (นำไปปรับใช้ได้ทันที)

ประกาศฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อเป็นแนวทาง จุดสำคัญคือต้องบอกให้ครบ 5 เรื่อง ได้แก่ ใครเข้าข่าย อัตราเท่าไร คิดจากฐานอะไร เริ่มเดือนไหน และพนักงานได้อะไรกลับคืน โดยเฉพาะข้อ “ฐานคำนวณ” ที่มักถูกละไว้ แล้วกลายเป็นคำถามค้างคาเมื่อพนักงานเห็นยอดหักบนสลิปงวดแรกครับ

ตัวอย่างเอกสาร

ประกาศ บริษัท …………………………………………. จำกัด

ที่ ……/2569

เรื่อง แนวปฏิบัติการหักเงินสะสมและการนำส่งเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

ด้วยพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 ประกอบกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 กำหนดให้เริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป บริษัทจึงขอแจ้งแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องให้พนักงานทราบโดยทั่วกัน ดังนี้

1. พนักงานที่อยู่ในข่าย พนักงานของบริษัทซึ่งมิได้เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และเข้าหลักเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนด จะเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยผลของกฎหมาย ทั้งนี้ การหักเงินสะสมดังกล่าวเป็นการหักตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มิใช่การหักตามระเบียบที่บริษัทกำหนดขึ้นเอง

2. อัตราเงินสะสมและเงินสมทบ บริษัทจะหักเงินสะสมจากค่าจ้างของพนักงาน และบริษัทจะจ่ายเงินสมทบเพิ่มให้ในจำนวนที่เท่ากัน ตามอัตราดังนี้

ช่วงเวลาพนักงาน (เงินสะสม)บริษัท (เงินสมทบ)
1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 25740.25% ของค่าจ้าง0.25% ของค่าจ้าง
ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป0.50% ของค่าจ้าง0.50% ของค่าจ้าง

3. ฐานที่ใช้คำนวณ คำนวณจาก “ค่าจ้าง” ตามความหมายในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 คือเงินที่บริษัทจ่ายเพื่อตอบแทนการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับเวลาทำงานปกติ ทั้งนี้ ไม่รวมค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และเงินโบนัส

ตัวอย่าง พนักงานได้รับค่าจ้างเดือนละ 20,000 บาท ในช่วงอัตราแรก จะถูกหักเงินสะสมเดือนละ 50 บาท และบริษัทจ่ายเงินสมทบให้อีก 50 บาท รวมเป็นเงินที่นำส่งเข้ากองทุนของพนักงานรายนั้นเดือนละ 100 บาท

4. การดำเนินการของบริษัท บริษัทจะเริ่มหักเงินสะสมจากค่าจ้างงวดประจำเดือนตุลาคม 2569 เป็นต้นไป โดยจะแสดงรายการหักไว้บนใบแจ้งเงินเดือนเป็นรายการแยกต่างหาก และจะนำส่งเงินสะสมพร้อมเงินสมทบของบริษัทเข้ากองทุนภายในกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนด

5. สิทธิของพนักงาน เมื่อพนักงานพ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง ไม่ว่าด้วยเหตุลาออก เกษียณ หรือถูกเลิกจ้าง พนักงานมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลของเงินดังกล่าวจากกองทุน ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด ในกรณีที่พนักงานถึงแก่ความตาย เงินดังกล่าวจะจ่ายให้แก่ผู้ที่พนักงานได้ระบุไว้ หรือแก่ทายาทตามที่กฎหมายกำหนด

6. การสอบถามข้อมูล หากพนักงานมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยอดเงินที่ถูกหัก ฐานการคำนวณ หรือสิทธิที่จะได้รับ สามารถติดต่อฝ่ายทรัพยากรบุคคลได้ที่ ………………………………………….

จึงประกาศให้พนักงานทุกคนทราบและถือปฏิบัติโดยทั่วกัน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ ……… เดือน ………………………. พ.ศ. 2569
ลงชื่อ ……………………………………………………
( …………………………………………………… )
ตำแหน่ง …………………………………………………

📎 หมายเหตุการนำไปใช้: ตัวอย่างข้างต้นเป็นแนวทางทั่วไปสำหรับกิจการที่ยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หากบริษัทของท่านมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วแต่มีพนักงานบางส่วนที่ไม่ได้เป็นสมาชิก ควรระบุขอบเขตกลุ่มพนักงานในข้อ 1 ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น และควรให้ที่ปรึกษากฎหมายแรงงานหรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ตรวจทานก่อนประกาศใช้จริง

ถ้าต้องการนำไปแก้ไขเป็นของบริษัทเอง ดาวน์โหลดไฟล์ Word ด้านล่างได้เลยครับ เว้นช่องกรอกชื่อบริษัท เลขที่ประกาศ และผู้ลงนามไว้ให้แล้ว

💼 เตรียมระบบเวลาและเงินเดือนให้พร้อมรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กับ Digitalscan
🖐️
ข้อมูลเวลาทำงานที่ตรวจสอบย้อนหลังได้

เครื่องสแกนลายนิ้วมือและใบหน้า บันทึกเวลาเข้าออกจริงรายคน ใช้เป็นหลักฐานประกอบการคำนวณค่าจ้างได้ทุกงวด

🧾
คำนวณค่าจ้างและรายการหักในระบบเดียว

ตั้งค่าประเภทรายได้และรายการหักตามกติกาของแต่ละบริษัทได้ พร้อมออกสลิปและรายงานให้ HR ตรวจทานก่อนนำส่ง — การตั้งกฎยังต้องอาศัย HR เป็นผู้กำหนดตามนโยบายจริงขององค์กร

💾
จ่ายครั้งเดียวจบ ไม่มีรายเดือน

โปรแกรมเงินเดือนซื้อขาด ข้อมูลพนักงานเก็บอยู่ในคอมพิวเตอร์ของบริษัทเอง สอดคล้องแนวทาง PDPA และมี Cloud (Optional) สำหรับกิจการหลายสาขา

⚖️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้อ้างอิงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 5, 76, 126–138 กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1458/2548, 5953/2550 และ 887/2527 เขียนขึ้นเพื่อให้ความรู้ทั่วไปแก่เจ้าของกิจการและ HR ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายเฉพาะราย ข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการต่างกัน ก่อนวางระบบจริงควรตรวจสอบกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ หรือปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายแรงงานอีกครั้งครับ