⚠️ บอกไว้ล่วงหน้าแล้วว่า “ถ้าไม่ผ่านโปร จะให้ทำถึงสิ้นเดือน” — นับเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าหรือยัง?
เป็นสถานการณ์ที่ HR เจอบ่อยมากครับ พนักงานทดลองงานประเมินรอบแรกไม่ผ่าน หัวหน้าเรียกคุยแล้วบอกว่า “ให้โอกาสอีกรอบนะ ถ้ารอบสองยังไม่ผ่าน จะให้ทำถึงวันที่ 25 ส.ค.” พอถึงวันจริงก็แจ้งผลว่าไม่ผ่านตามที่บอกไว้ ฝ่ายบริษัทเข้าใจว่า “แจ้งไปตั้งแต่แรกแล้ว ถือว่าบอกล่วงหน้าครบ” แต่พนักงานกลับไปยื่นเรื่องต่อพนักงานตรวจแรงงาน แล้วบริษัทถูกสั่งให้จ่าย “ค่าตกใจ” เพิ่ม
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่บริษัทใจร้ายครับ แต่อยู่ที่ “คำพูดแบบมีเงื่อนไข” ไม่เท่ากับ “การบอกเลิกสัญญาจ้าง” ในสายตากฎหมาย มาดูกันว่ากฎหมายและศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะปลอดภัย
การแจ้งแบบมีเงื่อนไขว่า “ถ้าไม่ผ่านรอบสองจะให้ออกวันที่…” ยังไม่ถือเป็นการบอกกล่าวล่วงหน้าที่สมบูรณ์ เพราะ ณ วันที่พูดยังไม่แน่นอนว่าสัญญาจะสิ้นสุดจริงหรือไม่ ระยะเวลาจึงเริ่มนับจาก วันที่แจ้งผลอย่างชัดเจนว่าไม่ผ่าน และถ้าจากวันนั้นถึงวันสุดท้ายไม่ครบ 1 งวดการจ่ายค่าจ้าง นายจ้างต้องจ่าย สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17/1 ครับ
⚖️ กรณีศึกษาที่ 1: ฎีกา 5131/2550 — “จะประเมินรอบสองแล้วแจ้งอีกครั้ง”
คดีนี้ข้อเท็จจริงใกล้เคียงกับสถานการณ์ข้างต้นมาก โรงเรียนแห่งหนึ่งจ้างเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ ค่าจ้างเดือนละ 7,000 บาท จ่ายทุกวันสิ้นเดือน สัญญาระบุทดลองงาน 3 เดือน (3 ส.ค. – 31 ต.ค. 2547) เมื่อประเมินแล้วได้ 11 คะแนนจาก 35 คะแนน นายจ้างจึงออกหนังสือแจ้งว่าให้ปรับปรุงการทำงาน และจะพิจารณาการผ่านงานในครั้งที่สอง แล้วแจ้งให้ทราบอีกครั้งเมื่อสิ้นสุดภาคเรียน
เป็นสัญญาทดลองงานที่มีกำหนดเวลาชัดเจน เมื่อประเมินไม่ผ่านย่อมเลิกจ้างได้ ไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องนับช่วงทดลองงานเป็นอายุงาน
การให้ทดลองงานต่อ “จนสิ้นสุดภาคเรียน” โดยไม่ระบุวันสิ้นสุดที่ชัดเจน ทำให้ไม่แน่นอนว่าสัญญาจ้างจะจบเมื่อใด จึงเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา อยู่ในบังคับมาตรา 17 วรรคสอง ซึ่งไม่มีข้อยกเว้นว่าการเลิกจ้างระหว่างทดลองงานไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
นายจ้างต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 7,000 บาท และเนื่องจากทำงานตั้งแต่ 3 ส.ค. 2547 ถึง 28 ก.พ. 2548 คือเกิน 120 วัน ต้องจ่ายค่าชดเชยอีก 7,000 บาท รวม 14,000 บาท (พิพากษายืน)
จุดที่ HR ควรจำให้แม่นคือ ศาลไม่ได้ดูว่านายจ้าง “พูดไว้ก่อนหรือไม่” แต่ดูว่า ณ เวลานั้นสัญญาจ้างมีวันสิ้นสุดที่แน่นอนแล้วหรือยัง ประโยคที่ยังมีเงื่อนไขค้างอยู่ (“ถ้า…จะ…”) แปลว่ายังไม่แน่นอน จึงยังไม่ทำหน้าที่เป็นการบอกเลิกสัญญาจ้างครับ
⚖️ กรณีศึกษาที่ 2: ฎีกา 6238/2545 — ทดลองงาน 120 วันก็ต้องบอกล่วงหน้า
บริษัทแห่งหนึ่งจ้างผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล ค่าจ้างเดือนละ 22,000 บาท กำหนดทดลองงานไม่เกิน 120 วัน (4 มิ.ย. – 1 ต.ค. 2544) แล้วเลิกจ้างด้วยวาจาเมื่อ 25 ก.ย. 2544 อ้างว่าผลงานไม่อยู่ในเกณฑ์พึงพอใจ พนักงานตรวจแรงงานสั่งให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า บริษัทจึงฟ้องขอเพิกถอนคำสั่ง
เลิกจ้างขณะลูกจ้างยังอยู่ในช่วงทดลองงานซึ่งมีกำหนดไม่เกิน 120 วัน จึงเป็นการจ้างที่มีกำหนดระยะเวลา เลิกได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกกล่าวล่วงหน้า
การกำหนดทดลองงานไม่เกิน 120 วัน หมายความว่าถ้าผ่านก็จ้างต่อ ถ้าไม่ผ่านนายจ้างมีสิทธิเลิกจ้าง จึงไม่แน่นอนว่าสัญญาจะสิ้นสุดเมื่อใด = สัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา อีกทั้งมาตรา 17 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน คู่สัญญาจะตกลงยกเว้นกันเองไม่ได้
ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องบริษัท เท่ากับ ยืนตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน ที่ให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
สองคดีนี้ตัดสินก่อนการแก้ไขกฎหมายในปี 2551 และ 2562 แต่ ผลไม่ได้เปลี่ยน กลับกลายเป็นแน่นขึ้น เพราะปัจจุบันมาตรา 17 วรรคสอง เขียนไว้ตรง ๆ แล้วว่า “ให้ถือว่าสัญญาจ้างทดลองงานเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลาด้วย” จึงไม่ต้องอาศัยการตีความอีกต่อไปครับ
📌 สิ่งที่เจ้าของกิจการและ HR ต้องเข้าใจให้ตรงกัน
- สัญญาทดลองงาน = สัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลา ตามมาตรา 17 วรรคสอง ฉบับปัจจุบัน ไม่ว่าจะเขียนว่า 90 วัน 119 วัน หรือ 120 วันก็ตาม
- วิธีนับที่ถูกต้อง คือบอกกล่าวเป็นหนังสือ “เมื่อถึงหรือก่อนจะถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวหนึ่ง” เพื่อให้มีผลเลิกสัญญา “เมื่อถึงกำหนดจ่ายค่าจ้างคราวถัดไป” เช่น บริษัทจ่ายเงินเดือนทุกสิ้นเดือน หากยื่นหนังสือภายในวันที่ 31 ก.ค. การเลิกจ้างจะมีผลวันที่ 31 ส.ค.
- ไม่ต้องบอกกล่าวเกิน 3 เดือน ต่อให้งวดค่าจ้างยาวกว่านั้นก็ตาม
- ค่าตกใจไม่ใช่ “30 วันเสมอ” มาตรา 17/1 ให้คิดเท่ากับค่าจ้างที่ลูกจ้างควรได้รับ นับจากวันที่ให้ออกจากงาน ถึงวันที่การเลิกสัญญาจะมีผลตามมาตรา 17 วรรคสอง และให้จ่ายในวันที่ให้ออกจากงาน
- มีทางลัดที่ถูกกฎหมาย มาตรา 17 วรรคสาม เปิดช่องให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างจนถึงวันที่การเลิกสัญญามีผล แล้วให้ลูกจ้างออกจากงานทันทีได้ เหมาะกับตำแหน่งที่อ่อนไหวเรื่องข้อมูลหรือลูกค้า
- ค่าชดเชยเป็นคนละก้อนกับค่าตกใจ ถ้าทำงานติดต่อกันครบ 120 วันแต่ไม่ครบ 1 ปี ต้องจ่ายค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน ตามมาตรา 118 (1) และต้อง นับช่วงทดลองงานรวมเป็นอายุงานด้วย
- มีโทษอาญาแนบมาด้วย การไม่จ่ายเงินตามมาตรา 17/1 อยู่ในบัญชีความผิดตามมาตรา 144 (1) ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และยังมีดอกเบี้ยร้อยละ 15 ต่อปีตามมาตรา 9 อีกชั้นหนึ่ง
- เงินทุกก้อนต้องจ่ายภายใน 3 วัน นับแต่วันเลิกจ้าง ตามมาตรา 70 วรรคท้าย
✅ เช็กลิสต์: ให้พนักงานไม่ผ่านโปรอย่างไรให้รัดกุม
- ห้ามใช้ประโยคเงื่อนไข เลิกพูดว่า “ถ้าไม่ผ่านจะให้ออกวันที่…” แล้วเปลี่ยนเป็นออกหนังสือฉบับเดียวที่ระบุชัดว่า “การจ้างสิ้นสุดวันที่ … ” เมื่อผลประเมินเป็นที่ยุติแล้ว
- ทำเป็นหนังสือเสมอ และให้ลูกจ้างลงชื่อรับ พร้อมลงวันที่รับ เพราะวันที่รับหนังสือคือหมุดที่ใช้นับงวด ไม่ใช่วันที่ประชุมกันในห้อง
- วางแผนวันแจ้งให้ล้อกับรอบจ่ายเงินเดือน ถ้าจ่ายสิ้นเดือน ให้ตั้งเป้าแจ้งภายในวันสิ้นเดือนของงวดก่อนหน้าเสมอ จะได้ไม่ต้องเสียค่าตกใจโดยไม่จำเป็น
- ถ้าจะให้ออกก่อนวันที่มีผล ให้จ่ายส่วนต่างให้ครบ ตามมาตรา 17 วรรคสาม แล้วบันทึกไว้ในหนังสือเลิกจ้างว่าจ่ายเงินก้อนใดไปแล้วบ้าง
- เก็บใบประเมินและหลักฐานการตักเตือนให้เป็นระบบ ฎีกา 5131/2550 ศาลหยิบเอกสารประเมินและหนังสือแจ้งผลมาอ่านทุกฉบับ เอกสารที่ครบคือเกราะป้องกันของนายจ้างเอง
- ตรวจอายุงานให้แม่นก่อนแจ้ง ว่าครบ 120 วันแล้วหรือยัง เพราะเป็นเส้นแบ่งว่าต้องจ่ายค่าชดเชย 30 วันหรือไม่ และให้นับรวมวันหยุด วันลา ตามมาตรา 19 ด้วย
- ทำทะเบียนลูกจ้างให้ครบตามมาตรา 112–113 โดยเฉพาะช่อง “วันที่เริ่มจ้าง” และ “วันสิ้นสุดของการจ้าง” พร้อมเก็บเอกสารการจ่ายค่าจ้างไว้ไม่น้อยกว่า 2 ปี
- ระบุเหตุแห่งการเลิกจ้างในหนังสือ หากตั้งใจจะยกเหตุตามมาตรา 119 เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชย เพราะถ้าไม่ระบุไว้ตั้งแต่ตอนเลิกจ้าง จะยกขึ้นอ้างภายหลังไม่ได้
💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: ค่าตกใจ 1 งวดเงินเดือนไม่ได้ทำให้ธุรกิจล้ม แต่การถูกเรียกไปชี้แจงที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เสียเวลาผู้บริหาร เสียขวัญทีมงาน และมีโทษอาญาห้อยท้าย ต่างหากที่แพงกว่ามาก ทั้งหมดนี้ป้องกันได้ด้วยการเปลี่ยนคำพูดหนึ่งประโยคให้กลายเป็นหนังสือหนึ่งฉบับ ที่ลงวันที่ให้ตรงกับรอบจ่ายเงินเดือนครับ
❓ คำถามที่พบบ่อย
Qบอกเลิกจ้างด้วยวาจาได้ไหม ถ้าลูกจ้างรับทราบแล้ว
มาตรา 17 วรรคสอง เขียนว่า “บอกกล่าวล่วงหน้าเป็นหนังสือ” ดังนั้นถ้าต้องการให้การบอกกล่าวมีผลตามมาตรานี้ ควรทำเป็นหนังสือเสมอ ในคดี 6238/2545 นายจ้างเลิกจ้างด้วยวาจา ศาลก็ยังให้จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า ส่วนกรณีเลิกจ้างเพราะลูกจ้างกระทำผิดตามมาตรา 119 หรือ ป.พ.พ. มาตรา 583 นั้นเป็นคนละเรื่อง ไม่อยู่ในบังคับต้องบอกกล่าวล่วงหน้าตามมาตรานี้
Qเขียนในสัญญาจ้างว่า “ทดลองงานไม่ผ่าน เลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า” ใช้บังคับได้หรือไม่
ฎีกา 6238/2545 วางหลักไว้ว่ามาตรา 17 เป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน นายจ้างและลูกจ้างจึงไม่มีสิทธิตกลงเรื่องการเลิกสัญญาจ้างให้แตกต่างออกไป ข้อสัญญาลักษณะนี้จึงไม่ช่วยให้พ้นหน้าที่จ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และยังอาจเข้าข่ายมาตรา 14/1 ที่ให้ศาลมีอำนาจสั่งให้ใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรม
Qจะรู้ได้อย่างไรว่าพนักงานทำงานครบ 120 วันแล้วหรือยัง
ต้องนับจากวันเข้าทำงานวันแรกจนถึงวันเลิกจ้าง โดยนับรวมวันหยุดและวันลาตามมาตรา 19 ด้วย ไม่ใช่นับเฉพาะวันที่มาทำงาน จุดนี้ผิดพลาดง่ายถ้ายังใช้สมุดลงเวลาหรือไฟล์ Excel แยกกันหลายไฟล์ องค์กรที่ใช้ เครื่องสแกนลายนิ้วมือ DST168W ต่อกับ โปรแกรมเงินเดือน จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน จะดึงวันเริ่มงาน วันขาด ลา มาสาย และยอดค่าจ้างอัตราสุดท้ายออกมาตรวจซ้ำได้ในหน้าจอเดียว ก่อนตัดสินใจว่าจะแจ้งวันไหน
บันทึกเวลาเข้าออกเป็นหลักฐานที่ตรวจย้อนหลังได้จริง จัดเก็บบนเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทเป็นหลัก สอดคล้องแนวทาง PDPA และมีระบบ Cloud เป็นทางเลือกเสริมหากต้องการรวมข้อมูลข้ามสาขา
ออกสลิป ภ.ง.ด.1 หนังสือรับรอง 50 ทวิ และทะเบียนลูกจ้างตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน โดย HR เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขกะและเงินได้เอง ระบบช่วยคิดตามที่ตั้งค่าไว้
ได้ทั้งเครื่องสแกนและโปรแกรมเงินเดือนในชุดเดียว ไม่ต้องต่ออายุไลเซนส์ทุกปี ประกันตัวเครื่อง 2 ปีเต็ม
⚖️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้เรียบเรียงจากคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5131/2550 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6238/2545 ประกอบกับพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17, 17/1, 19, 70, 112–115, 118, 119 และ 144 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติมล่าสุด) จัดทำเพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไปแก่เจ้าของกิจการและฝ่ายบุคคล มิใช่ความเห็นทางกฎหมายเฉพาะราย ข้อเท็จจริงแต่ละคดีมีรายละเอียดต่างกันและอาจให้ผลต่างกัน หากมีข้อพิพาทเกิดขึ้นจริง ควรปรึกษาทนายความหรือพนักงานตรวจแรงงานในพื้นที่ก่อนดำเนินการ เผยแพร่โดย Digitalscan (บริษัท อินโนเวชั่น สแกน จำกัด) ครับ

