🤰 เพิ่งเริ่มงาน 10 วันแล้วรู้ว่าตั้งครรภ์ บริษัทให้ออกได้ไหม?
เรื่องนี้เป็นคำถามจริงที่เจอบ่อยในกลุ่ม HR ครับ พนักงานหญิงคนหนึ่งตรวจสุขภาพก่อนเริ่มงานแล้วผลออกมาว่าไม่ได้ตั้งครรภ์ แต่ทำงานไปได้ราว 10 วันกลับตรวจพบว่าตั้งครรภ์ ทั้งที่ยังอยู่ในช่วงทดลองงาน
คำถามที่ตามมามี 3 ข้อ คือ บริษัทให้ออกได้ไหม ถ้าต้องลาไปฝากครรภ์บ่อย ๆ จะโดนให้ออกหรือเปล่า และถ้าโดนให้ออก จะได้ “ค่าตกใจ” ไหม บทความนี้ตอบจากตัวบทกฎหมายฉบับปัจจุบันและคำพิพากษาศาลฎีกาจริง เพื่อให้ทั้งนายจ้างและพนักงานทำถูกตั้งแต่ต้นครับ
ให้ออกเพราะตั้งครรภ์ไม่ได้ แม้ยังไม่ผ่านทดลองงาน (พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน มาตรา 43) และการลาไปตรวจครรภ์เป็นสิทธิ์ตามกฎหมาย ที่นับรวมอยู่ในวันลาคลอด 120 วัน ส่วนถ้าบริษัทเลิกจ้างด้วยเหตุอื่นที่มีจริง ต้องบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าจ้าง ถ้าไม่บอกต้องจ่าย “สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า” (ที่คนทั่วไปเรียกว่าค่าตกใจ) แต่ยังไม่มีสิทธิ์ค่าชดเชย เพราะทำงานไม่ถึง 120 วันครับ
📌 ตัวเลขที่นายจ้างและพนักงานตั้งครรภ์ควรรู้
⚖️ กรณีศึกษา: ทดลองงาน 10 วันแล้วถูกให้ออกทันที ศาลฎีกาว่าอย่างไร
มีคดีที่ข้อเท็จจริงใกล้เคียงกับคำถามนี้มากครับ คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5249/2545 บริษัทแห่งหนึ่งรับพนักงานเข้าทำงานโดยกำหนดทดลองงาน 120 วัน และเขียนในสัญญาว่าระหว่างทดลองงานจะเลิกจ้างเมื่อไรก็ได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
บริษัทเลิกจ้างพนักงานหลังทำงานได้ 10 วัน เพราะเห็นว่าทำงานไม่ได้มาตรฐาน จ่ายแค่ค่าจ้าง 10 วัน และอ้างว่าสัญญาทดลองงานให้สิทธิ์เลิกจ้างได้ทันทีโดยไม่ต้องบอกล่วงหน้า
สัญญาทดลองงานถือเป็นสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนดระยะเวลา และกฎหมายไม่ได้ยกเว้นให้เลิกจ้างช่วงทดลองงานโดยไม่บอกล่วงหน้า ข้อสัญญาที่ตัดสิทธิ์นี้จึงเป็นโมฆะ เพราะขัดกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน
บริษัทต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า 35 วัน เป็นเงิน 26,833.33 บาท ตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงาน
ปัจจุบันหลักนี้ถูกเขียนไว้ชัดในกฎหมายแล้ว มาตรา 17 วรรคสองระบุตรง ๆ ว่าสัญญาทดลองงานเป็นสัญญาไม่มีกำหนดระยะเวลา และมาตรา 17/1 กำหนดให้นายจ้างที่ไม่บอกล่วงหน้าต้องจ่ายเงินเท่ากับค่าจ้างจนถึงวันที่การเลิกจ้างมีผล โดยจ่ายในวันที่ให้ออกครับ
📌 วิธีคิด “ค่าตกใจ” จากคดีจริง (จ่ายค่าจ้างทุกสิ้นเดือน)
↔ เลื่อนดูตารางได้
| รายการ | จำนวน |
|---|---|
| ค่าจ้างรายเดือน | 23,000 บาท |
| วันที่บอกเลิกจ้าง (ไม่ได้บอกล่วงหน้า) | 26 เม.ย. |
| การเลิกจ้างมีผลจริง (งวดจ่ายค่าจ้างถัดไป) | 31 พ.ค. |
| จำนวนวันที่ต้องจ่าย (27 เม.ย. – 31 พ.ค.) | 35 วัน |
| สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า | 26,833.33 บาท |
อีกคดีที่ HR ควรรู้คือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1394/2549 สายการบินแห่งหนึ่งเขียนในสัญญาว่า ถ้าพนักงานตั้งครรภ์ภายใน 2 ปีแรก ให้ถือว่าพนักงานบอกเลิกสัญญาเอง ศาลฎีกาเห็นว่าข้อนี้มีเป้าหมายให้เป็นการเลิกจ้างเพราะมีครรภ์ จึงขัดมาตรา 43 และเป็นโมฆะ บริษัทยังต้องจ่ายค่าชดเชยตามคำสั่งพนักงานตรวจแรงงานครับ
ส่วนมุมที่นายจ้างควรรู้เช่นกันคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1959/2548 ศาลวางหลักว่ากฎหมายไม่ได้ห้ามเลิกจ้างระหว่างลาคลอดไว้ทุกกรณี สิ่งที่ห้ามคือเลิกจ้าง “เพราะ” มีครรภ์ แต่ในคดีเดียวกันนั้น เหตุที่บริษัทอ้างว่าพนักงานบกพร่องต่อหน้าที่ฟังไม่ขึ้น ศาลแรงงานกลางจึงให้บริษัทจ่ายค่าเสียหายจากการเลิกจ้างไม่เป็นธรรม 240,000 บาท นอกเหนือจากค่าชดเชย บทเรียนคือเหตุเลิกจ้างต้องมีอยู่จริงและพิสูจน์ได้ครับ
📚 สิ่งที่ต้องเข้าใจก่อนตัดสินใจ
- ห้ามเลิกจ้างเพราะมีครรภ์ (มาตรา 43) กฎหมายไม่ได้แยกว่าเป็นพนักงานทดลองงานหรือพนักงานประจำ และไม่ได้แยกว่าตั้งครรภ์ก่อนหรือหลังเริ่มงาน ผลตรวจสุขภาพก่อนเข้างานจึงไม่ใช่ประเด็น
- ฝ่าฝืนมาตรา 43 มีโทษอาญา จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 144) และลูกจ้างยังฟ้องศาลแรงงานเรื่องเลิกจ้างไม่เป็นธรรมได้ ซึ่งศาลอาจสั่งให้รับกลับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าเสียหาย
- ลาไปตรวจครรภ์คือส่วนหนึ่งของสิทธิลาคลอด มาตรา 41 กำหนดให้ลาคลอดได้ครรภ์ละไม่เกิน 120 วัน และให้วันลาไปตรวจครรภ์ก่อนคลอดนับรวมอยู่ในนั้น การลาไปฝากครรภ์ตามนัดแพทย์จึงไม่ใช่การขาดงาน
- ค่าจ้างระหว่างลาคลอด นายจ้างจ่ายเท่าค่าจ้างวันทำงานตลอดที่ลา แต่ไม่เกิน 60 วัน (มาตรา 59 ฉบับแก้ไขล่าสุด)
- ระหว่างตั้งครรภ์มีงานที่ห้ามให้ทำ เช่น ยกของหนักเกิน 15 กิโลกรัม งานบนยานพาหนะ (มาตรา 39) และห้ามให้ทำงานช่วง 22.00–06.00 น. ทำโอที หรือทำงานในวันหยุด โดยมีข้อยกเว้นเรื่องโอทีสำหรับบางตำแหน่ง เช่น งานธุรการหรือบัญชี ถ้าลูกจ้างยินยอมเป็นคราว ๆ (มาตรา 39/1)
- “ค่าตกใจ” ในภาษากฎหมายคือ สินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า (มาตรา 17/1) เกิดขึ้นเมื่อนายจ้างให้ออกโดยไม่บอกล่วงหน้าครบ 1 งวดค่าจ้าง ไม่ใช่สิ่งที่ลูกจ้าง “เลือก” รับแทนอย่างอื่นได้
- ค่าชดเชยต้องทำงานครบ 120 วันก่อน (มาตรา 118 (1)) พนักงานที่ทำงานมา 10 วันจึงยังไม่มีสิทธิ์ค่าชดเชย แต่ยังมีสิทธิ์ค่าจ้างที่ทำไปแล้วและสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า
✅ ถ้าเจอเรื่องนี้ HR และนายจ้างควรทำอย่างไร
หัวใจคือแยก “เรื่องตั้งครรภ์” ออกจาก “เรื่องผลงาน” ให้ชัด และมีเอกสารรองรับทุกขั้นตอนครับ
- เมื่อพนักงานแจ้งว่าตั้งครรภ์ ให้รับทราบเป็นลายลักษณ์อักษร และตรวจว่างานปัจจุบันเข้าข่ายงานต้องห้ามตามมาตรา 39 หรือ 39/1 หรือไม่ ถ้าเข้าข่ายให้ปรับงานหรือปรับกะ
- ขอให้พนักงานแจ้งวันนัดตรวจครรภ์ล่วงหน้าพร้อมใบนัดแพทย์ แล้วบันทึกเป็น “ลาเพื่อตรวจครรภ์” ซึ่งนับรวมในสิทธิลาคลอด ไม่ใช่ลากิจหรือขาดงาน
- ประเมินทดลองงานด้วยเกณฑ์เดียวกับพนักงานทุกคน เขียนเป็นข้อ ๆ วัดผลได้ และเก็บผลประเมินไว้ ไม่ใช้จำนวนวันลาตรวจครรภ์มาเป็นเหตุตกทดลองงาน
- ถ้าผลงานไม่ผ่านจริง ให้ทำหนังสือบอกเลิกจ้างระบุเหตุผลชัดเจน และบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าจ้าง หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าในวันที่ให้ออก
- ตรวจสัญญาจ้างและข้อบังคับ ตัดข้อความที่ผูกการตั้งครรภ์กับการพ้นสภาพพนักงานออก และตัดข้อที่ว่า “ทดลองงานเลิกจ้างได้ทันทีไม่ต้องบอกล่วงหน้า” เพราะศาลถือว่าเป็นโมฆะ
- ห้ามกดดันหรือขอให้พนักงานเขียนใบลาออกเพื่อเลี่ยงหน้าที่ตามกฎหมาย เพราะหากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการบีบให้ออก ความเสี่ยงทั้งคดีแพ่งและอาญาจะกลับมาที่บริษัท
📌 สิทธิและหน้าที่ของทั้งสองฝ่าย
🏢 มุมนายจ้าง / HR
- ประเมินทดลองงานได้ตามปกติ ด้วยเกณฑ์ที่ใช้กับทุกคน
- เลิกจ้างด้วยเหตุอื่นที่มีจริงได้ แต่ต้องบอกล่วงหน้าหรือจ่ายแทน
- ขอใบนัดแพทย์ประกอบการลาตรวจครรภ์ได้
- ต้องปรับงานที่กฎหมายห้ามหญิงมีครรภ์ทำ
👷 มุมพนักงานที่ตั้งครรภ์
- ได้รับความคุ้มครองไม่ให้ถูกเลิกจ้างเพราะมีครรภ์
- ลาตรวจครรภ์ได้ โดยนับรวมในวันลาคลอด 120 วัน
- ควรแจ้งวันนัดล่วงหน้าและแนบใบนัดแพทย์
- ยังต้องทำงานตามมาตรฐานเหมือนพนักงานคนอื่น
สำหรับพนักงานที่กำลังกังวลอยู่ ทางที่ดีที่สุดคือคุยกับ HR ตรง ๆ แจ้งการตั้งครรภ์และวันนัดแพทย์เป็นลายลักษณ์อักษร และตั้งใจทำงานให้ผ่านเกณฑ์ประเมินตามปกติครับ ถ้าถูกขอให้เขียนใบลาออก ควรรู้ไว้ว่าการลาออกเองไม่ใช่การเลิกจ้าง จึงไม่มีสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าให้เรียก หากเห็นว่าถูกเลิกจ้างเพราะตั้งครรภ์ สามารถร้องต่อพนักงานตรวจแรงงานที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัด หรือฟ้องศาลแรงงานได้
💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: การตั้งครรภ์ของพนักงานใหม่ไม่ใช่ความเสี่ยงทางกฎหมาย สิ่งที่เสี่ยงจริงคือการตัดสินใจโดยไม่มีหลักฐานผลงาน ไม่มีบันทึกการลา และไม่บอกกล่าวล่วงหน้า องค์กรที่ประเมินด้วยเกณฑ์เดียวกันทุกคนและเก็บเอกสารครบ จะบริหารคนได้อย่างมั่นใจ ไม่ว่าพนักงานคนนั้นจะผ่านทดลองงานหรือไม่ครับ
❓ คำถามที่พบบ่อย
Qพนักงานทดลองงานที่ตั้งครรภ์ ให้ไม่ผ่านทดลองงานได้ไหม?
ได้ ถ้าเหตุผลคือผลงานไม่ผ่านเกณฑ์จริงและใช้เกณฑ์เดียวกับพนักงานคนอื่น แต่ห้ามใช้การตั้งครรภ์หรือการลาตรวจครรภ์เป็นเหตุ เพราะขัดมาตรา 43 และต้องบอกล่วงหน้าอย่างน้อย 1 งวดค่าจ้าง หรือจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าครับ
Qถูกให้ออกระหว่างทดลองงาน ลูกจ้างเลือกรับค่าตกใจได้ไหม?
ค่าตกใจหรือสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้าไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นเงินที่นายจ้างต้องจ่ายเมื่อให้ออกโดยไม่บอกล่วงหน้าครบ 1 งวดค่าจ้าง ถ้านายจ้างบอกล่วงหน้าถูกต้อง ลูกจ้างจะทำงานและได้ค่าจ้างจนถึงวันที่เลิกจ้างมีผลแทน ส่วนค่าชดเชยต้องทำงานครบ 120 วันก่อนครับ
Qวันลาไปตรวจครรภ์ต้องบันทึกอย่างไร และได้ค่าจ้างไหม?
ให้บันทึกเป็นวันลาเพื่อตรวจครรภ์ ซึ่งนับรวมในสิทธิลาคลอด 120 วันต่อครรภ์ นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างระหว่างลาคลอดไม่เกิน 60 วัน การแยกประเภทลาให้ถูกตั้งแต่วันแรกช่วยให้คำนวณสิทธิ์และค่าจ้างได้ตรง ซึ่งทำได้ง่ายขึ้นเมื่อใช้ โปรแกรมเงินเดือน จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน ที่เก็บประวัติเวลาและการลาไว้ในที่เดียวครับ
สแกนด้วย เครื่องสแกนลายนิ้วมือ DST168W หรือ เครื่องสแกนใบหน้า ฝ่ามือ WP800 ได้ข้อมูลเวลาที่ใช้ประกอบการประเมินทดลองงาน
HR กำหนดประเภทการลาและเงื่อนไขเอง แล้วใช้คำนวณเงินเดือน ประกันสังคม และภาษีในโปรแกรมบนเครื่อง
โปรแกรมเงินเดือนแถมมากับเครื่องสแกนทุกรุ่น ข้อมูลเก็บในคอมพิวเตอร์ของบริษัทเป็นค่าเริ่มต้น
⚖️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5249/2545, 1394/2549 และ 1959/2548 ประกอบพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 17, 17/1, 39, 39/1, 41, 43, 59, 118 และ 144 (รวมฉบับแก้ไขถึงฉบับที่ 9 พ.ศ. 2568) เรียบเรียงโดย Digitalscan (บริษัท อินโนเวชั่น สแกน จำกัด) เพื่อเป็นความรู้ทั่วไปสำหรับเจ้าของกิจการและ HR ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณี ผลของแต่ละเรื่องขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง สัญญาจ้าง และหลักฐานที่มี ข้อมูลอ้างอิงกฎหมายที่มีผลบังคับ ณ ตุลาคม 2569 ครับ

