กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 2569 นายจ้างต้องทำอะไรบ้าง?

⏰ นับถอยหลัง 1 ตุลาคม 2569 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเก็บเงินจริง

ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือทำงาน HR แล้วบริษัทมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เรื่องนี้กระทบคุณแน่นอนครับ เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นายจ้างจะมีหน้าที่ใหม่เพิ่มขึ้นมาทุกเดือน ทั้งหักเงินจากค่าจ้างลูกจ้าง จ่ายเงินสมทบของตัวเอง และยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน

ข่าวดีคือขั้นตอนไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ต้องรู้ล่วงหน้าและเตรียมข้อมูลให้พร้อม บทความนี้สรุปให้ครบในที่เดียว ตั้งแต่กฎกระทรวงฉบับใหม่ ใครต้องเข้า ใครได้ยกเว้น วิธียื่นในระบบทีละขั้น ไปจนถึงสิ่งที่ต้องทำตอนลูกจ้างลาออกครับ

คำตอบสั้น ๆ

นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องนำลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 โดยหักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบเพิ่มในอัตราเท่ากัน แล้วยื่นแบบพร้อมนำส่งเงินผ่านระบบ EwFund ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ถ้าส่งช้าหรือส่งไม่ครบ ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้กองทุนในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนครับ

📌 สรุปประเด็นสำคัญจากกฎกระทรวงฉบับใหม่

กฎหมายที่ออก

กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 15 กันยายน 2568 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง และมาตรา 131 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541

สิ่งที่เปลี่ยน

ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับ พ.ศ. 2567 และเลื่อนวันเริ่มจัดเก็บจาก 1 ตุลาคม 2568 ไปเป็น 1 ตุลาคม 2569 ให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาที่เลื่อนระยะเวลาเริ่มดำเนินการ

ผลกับนายจ้าง

ข้อมูลเก่าที่เคยจดไว้ว่าเริ่มปี 2568 ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องยึดวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และอัตราตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงฉบับใหม่เท่านั้นครับ

กฎ
กระทรวง
กฎกระทรวง
กำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
พ.ศ. ๒๕๖๘

ข้อ ๑ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นต้นไป

ข้อ ๒ ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๖๗

ข้อ ๓ ให้นายจ้างและลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามมาตรา ๑๓๐ วรรคหนึ่ง จ่ายเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุน ตามบัญชีอัตราท้ายกฎกระทรวง

ผู้จ่ายเงินสะสมและเงินสมทบ1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574
๑. เงินสะสมของลูกจ้างร้อยละ 0.25ร้อยละ 0.5
๒. เงินสมทบของนายจ้างร้อยละ 0.25ร้อยละ 0.5
รวมนำส่งต่อลูกจ้าง 1 คน0.5% ของค่าจ้าง1.0% ของค่าจ้าง

ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ — พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๖๐ กราชกิจจานุเบกษา๑๕ กันยายน ๒๕๖๘

🧮 คิดเป็นเงินแล้วเท่าไร

ฐานคิดคือค่าจ้างของลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุน ลองดูตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ ครับ

ค่าจ้างต่อเดือนหักจากลูกจ้างนายจ้างจ่ายสมทบยอดนำส่งรวมต่อคน
10,000 บาท25.00 บาท25.00 บาท50.00 บาท
15,000 บาท37.50 บาท37.50 บาท75.00 บาท
25,000 บาท62.50 บาท62.50 บาท125.00 บาท
40,000 บาท100.00 บาท100.00 บาท200.00 บาท

จะเห็นว่าตัวเงินต่อหัวไม่ได้เยอะ แต่สิ่งที่หนักจริงคือ งานเอกสารรายเดือนที่เพิ่มขึ้นแบบถาวร เพราะทุกเดือนคุณต้องตอบให้ได้ว่ามีลูกจ้างกี่คน แต่ละคนได้ค่าจ้างจริงเท่าไร ใครเข้าใหม่ ใครออกวันไหน และตัวเลขต้องตรงกับที่ยื่นเข้าระบบครับ

👥 ใครต้องเข้ากองทุน ใครได้รับยกเว้น

หลักคือดูที่ ตัวนายจ้าง (นิติบุคคล) ไม่ได้ดูที่สถานที่ทำงาน และต้องนับรวมสำนักงานทุกแห่งของนายจ้างรายเดียวกัน ครับ

  • ต้องเข้า — นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
  • ไม่ต้องเข้า — นายจ้างที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน
  • ไม่ต้องเข้า — นายจ้างที่จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ครบถ้วนแล้ว
  • ไม่ต้องเข้า — นายจ้างที่จัดให้มีการสงเคราะห์ภายในบริษัทแก่ลูกจ้าง กรณีออกจากงานหรือตาย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
  • ไม่ต้องเข้า — กิจการเฉพาะบางประเภท เช่น โรงเรียนเอกชนเฉพาะครูและบุคลากรทางการศึกษา สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หน่วยงานรัฐ องค์การมหาชน กิจการที่ไม่แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ งานประมงทะเล งานเกษตรกรรมที่ไม่จ้างลูกจ้างทำงานตลอดปี งานบ้านที่ไม่มีธุรกิจรวมอยู่ด้วย และกิจการที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดยกเว้น
  • กิจการที่ไม่อยู่ในบังคับ ถ้าอยากเข้ากองทุนก็สมัครได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

ส่วนคำถามที่เจอบ่อยเรื่อง “นับหัวอย่างไร” สรุปเป็นตารางให้แล้วครับ

สถานการณ์ผลตามหลักเกณฑ์
บริษัทเดียว มี 3 สาขา สาขาละ 8 คนต้องเข้า ทุกสาขาถือเป็นนายจ้างรายเดียวกัน นับรวมได้ 24 คน
บริษัทในเครือ 3 แห่ง กรรมการชุดเดียวกัน อาคารเดียวกัน แห่งละ 5 คนไม่ต้องเข้า เป็นนิติบุคคลแยกกัน ถือเป็นนายจ้างคนละราย แต่ละรายไม่ถึง 10 คน
เข้ากองทุนแล้ว ต่อมาลูกจ้างลดเหลือ 7 คนยังต้องส่งต่อ เมื่อนำลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกแล้ว แม้จำนวนลดลง ก็ยังมีหน้าที่นำส่งต่อไป
ลูกจ้างทำงานกับนายจ้างหลายรายนายจ้างทุกรายที่อยู่ในเกณฑ์ ต้องนำเข้าเป็นสมาชิกและหักนำส่งทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง
โอนกิจการให้นายจ้างใหม่ โดยลูกจ้างยินยอมนายจ้างใหม่รับโอนทั้งสิทธิและหน้าที่ นับอายุงานต่อเนื่อง และนำส่งเงินเข้ากองทุนต่อไป
บริษัทถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ยังจ้างงานอยู่ความเป็นนายจ้าง–ลูกจ้างไม่สิ้นสุด บริษัทโดยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ยังต้องส่งเงินเข้ากองทุน
กรรมการผู้จัดการถ้าทำงานใต้บังคับบัญชาและรับค่าจ้าง = เป็นลูกจ้าง ต้องเข้า แต่ถ้ามีอำนาจบริหารทุกอย่างและอิสระ = ไม่ใช่ลูกจ้าง
ที่ปรึกษา / ผู้รับจ้างอิสระมุ่งผลสำเร็จของงาน ไม่ต้องลงเวลา ไม่อยู่ใต้บังคับบัญชา = ไม่ใช่ลูกจ้าง แต่ต้องดูลักษณะการทำงานจริง ไม่ใช่ดูชื่อสัญญา
นักเรียน นักศึกษาฝึกงานตามหลักสูตรไม่ต้องเข้า เป็นการเรียนรู้และฝึกทักษะ ไม่ใช่การจ้างแรงงาน
ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ทำ Part-time ให้เอกชนถ้าเป็นการจ้างแรงงาน ย่อมมีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัทนั้น บริษัทมีหน้าที่ดำเนินการ
พนักงานบริษัทต่างประเทศเข้ามาตรวจงานในไทย รับค่าจ้างจากบริษัทแม่ไม่ต้องเข้า บริษัทคู่ค้าในไทยไม่ได้ตกลงรับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าจ้าง จึงไม่ใช่นายจ้าง

สำหรับประเภทลูกจ้างที่ต้องนับ คำตอบคือเกือบทุกประเภทครับ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย ต่างชาติ หรือแรงงานต่างด้าว ลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างสัญญาจ้างมีกำหนดเวลา รวมถึงคนที่จ้างต่อหลังเกษียณอายุเกิน 60 ปี และกองทุนนี้ไม่มีการกำหนดอายุสูงสุดของสมาชิก

🏦 บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังต้องเข้าอีกไหม

จุดนี้พลาดกันบ่อยครับ การมี PVD ไม่ได้แปลว่าทั้งบริษัทหลุดโดยอัตโนมัติ เกณฑ์คือต้องจัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิก PVD ครบถ้วน ถ้ามีใครตกหล่น คนนั้นต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

กรณีแนวทาง
มีลูกจ้าง 10 คน อยู่ใน PVD แล้ว 8 คนลูกจ้างที่เหลืออีก 2 คน ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
ลูกจ้างทดลองงาน ยังไม่มีสิทธิเข้า PVD ตามระเบียบบริษัทระหว่างนั้นต้องนำเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก่อน เมื่อผ่านทดลองงานและเข้า PVD แล้ว จึงขอหยุดส่งได้
ลาออกจาก PVD แต่ยังทำงานอยู่ และต้องเว้น 1 ปีจึงกลับเข้าได้ช่วงที่ยังไม่มีสิทธิใน PVD ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
อยู่ใน PVD แล้ว แต่อยากออมเพิ่มในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างด้วยสมัครเพิ่มได้ หากนายจ้างยินยอม เมื่อยินยอมแล้ว นายจ้างจะมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบเสมือนอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย

และต้องจำอีกข้อครับ การหยุดส่งเงินไม่เท่ากับถอนเงินคืนได้ ตราบที่ยังเป็นลูกจ้างอยู่ เงินที่สะสมไว้เดิมยังขอรับไม่ได้ สิทธิจะเกิดเมื่อสิ้นสุดการจ้างหรือกรณีเสียชีวิต และโดยทั่วไปลูกจ้างจะลาออกจากกองทุนเองโดยลำพังไม่ได้ ถ้ายังอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องเป็นสมาชิก

🗓️ ไทม์ไลน์ที่ต้องจดไว้

15 กันยายน 2568กฎกระทรวงกำหนดอัตราฯ พ.ศ. 2568 ประกาศราชกิจจานุเบกษา และยกเลิกฉบับ พ.ศ. 2567
กันยายน – ตุลาคม 2569ระยะแรกของการเปิดให้บริการระบบ EwFund นายจ้างต้องบันทึกทะเบียนรายชื่อลูกจ้างเข้าระบบ โดยยังไม่ต้องระบุค่าจ้างรายคน (ให้ระบุค่าจ้างเป็น 0 บาททุกคน) การยื่นรายชื่อตามแบบ สกล.3 หรือ 3/1 ในเดือนกันยายน 2569 ถือว่ายื่นแบบครบถ้วนแล้ว
1 ตุลาคม 2569กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับ เริ่มหักเงินสะสมและจ่ายเงินสมทบจริง
ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไปยื่นแบบและนำส่งเงินเข้ากองทุน หากเกินกำหนดมีเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน
1 ตุลาคม 2574อัตราปรับขึ้นเป็นฝ่ายละร้อยละ 0.5 ของค่าจ้าง

💻 ใช้งานระบบ EwFund ทีละขั้น

ระบบ EwFund ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ใช้เลขทะเบียนนิติบุคคลเป็นรหัสผู้ใช้งาน และเชื่อมกับระบบ e-Service เดิมที่เคยใช้ยื่นแบบแสดงสภาพการจ้างประจำปี เข้าใช้งานที่เว็บไซต์ ewfund.labour.go.th ครับ

🪪 ขั้นที่ 1 ลงทะเบียนผู้ใช้งาน

ewfund.labour.go.th — ลงทะเบียนผู้ใช้

ข้อมูลผู้ลงทะเบียน

สถานประกอบกิจการ * ◉ นิติบุคคล○ บุคคล

ต้องเลือก “นิติบุคคล” เท่านั้น

คำนำหน้ากิจการ *
บริษัทจำกัด ▾

เลือกจากรายการ ห้ามพิมพ์เอง

ชื่อสถานประกอบกิจการ *
ชื่อที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
ประเภทสำนักงาน * ◉ เฉพาะกองทุนสงเคราะห์ฯ○ สำนักงานใหญ่○ สำนักงานสาขา
เลขทะเบียนนิติบุคคล *
0-0000-00000-00-0 (13 หลัก)
ลำดับที่สาขา/แผนก
10
0001

กำหนดเองได้ 4 หลัก ถ้าเลขไม่ครบให้เติม 0 นำหน้า

ยกเลิก บันทึก

  • เลือกรูปแบบการลงทะเบียนเป็น “สำหรับสถานประกอบกิจการ” แล้วติ๊กยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัวทั้ง 2 ช่อง
  • คู่มือของกรมฯ แนะนำให้ลงทะเบียนใหม่ และเลือกประเภทสำนักงานเป็น “เฉพาะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” เพราะบัญชี e-Service เดิมอาจมีคนใช้ร่วมกันหลายคน ส่วน “สำนักงานใหญ่” เลือกได้ถ้าเป็นบริษัทใหม่ที่ไม่เคยใช้ e-Service มาก่อน
  • ส่วนผู้ประสานงาน ต้องกรอกชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน เบอร์โทร และอีเมลของผู้ที่บริษัทมอบหมาย รหัสผ่านต้องมีทั้งตัวเลขและตัวอักษร รวมไม่น้อยกว่า 8 ตัว
  • ลงทะเบียนสำเร็จ ระบบจะส่งอีเมลแจ้งผลไปยังอีเมลที่ระบุไว้

🔐 ขั้นที่ 2 กำหนด PIN Code 6 หลัก

เข้าใช้งานครั้งแรกต้องตั้ง PIN Code เป็นตัวเลข 6 หลัก เพื่อจำกัดการเข้าถึงเมนูที่เกี่ยวกับเงินเดือนทั้งหมด และทุกครั้งที่จะเปลี่ยนรหัส PIN หรือแก้ข้อมูลผู้บริหารจัดการ PIN ต้องป้อน PIN ก่อนเสมอครับ

💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: ตามคู่มือฉบับที่กรมฯ เผยแพร่ กรณีลืม PIN Code ยังอยู่ระหว่างทบทวนวิธีดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นควรบันทึก PIN ไว้ในที่ปลอดภัยขององค์กร และมอบหมายผู้รับผิดชอบสำรองไว้อย่างน้อยอีก 1 คน จะได้ไม่ติดปัญหาตอนใกล้วันที่ 15 ครับ

📄 ขั้นที่ 3 เตรียมไฟล์ Excel ให้ถูกกติกา

ขั้นนี้คือด่านที่ทำให้ยื่นไม่ผ่านบ่อยที่สุด ให้ดาวน์โหลด Template จากหน้าจอระบบ แล้วกรอกตามกติกาเป๊ะ ๆ โดยระบบจะเริ่มอ่านข้อมูลจากบรรทัดที่ 5 เป็นต้นไป ครับ

Template แบบ สกล.3 (.xlsx)
ABCDEFGHI
1ชื่อสถานประกอบกิจการ
2รอบการส่งเงิน ปี พ.ศ.กรุณาระบุเดือนกรุณาระบุ
3วันที่ดำเนินการนำส่งกรุณาระบุ
4คำนำหน้าชื่อชื่อสกุลอายุสัญชาติเลขบัตร ปชช./Passportประเภทค่าจ้างค่าจ้างวันที่เริ่มงาน
5นายสมชายใจดี42ไทย1234567890123รายเดือน0.0002/07/2561
6

▲ ระบบเริ่มอ่านข้อมูลที่บรรทัดที่ 5 ห้ามแทรกหรือลบบรรทัดด้านบน

ช่องข้อมูลกติกาที่ต้องทำให้ถูก
คำนำหน้าใส่ได้เฉพาะ นาย / นาง / นางสาว เท่านั้น ระบบไม่รับคำนำหน้าที่เป็นยศหรือตำแหน่ง
ชื่อ–ชื่อสกุลกรอกตามจริง ถ้าไม่มีนามสกุลให้เว้นว่าง
อายุเป็นจำนวนเต็มปี เศษที่เป็นเดือนให้ตัดทิ้ง เช่น 42
สัญชาติอ้างอิงตามไฟล์คำอธิบายวิธีการบันทึกของระบบ
เลขบัตรประชาชน / หนังสือเดินทางคนไทยใช้เลขบัตรประชาชนเท่านั้น ห้ามเว้นวรรค ห้ามใส่ขีด “-“ ส่วนคนต่างด้าวใช้เลข Passport ที่ยังไม่หมดอายุ ถ้าไม่มีให้ใช้เลขบัตรสีชมพู และถ้าเปลี่ยนเล่ม Passport ต้องเปลี่ยนเลขในรอบใหม่ด้วย
ประเภทค่าจ้างระบุ รายวัน / รายเดือน / ตามผลงาน
ค่าจ้างเป็นตัวเลข ทศนิยมได้ 2 หลัก ถ้าลาโดยไม่รับค่าจ้างให้ใส่ 0 และกรณียื่นแบบเดือนกันยายน–ตุลาคม 2569 ให้ใส่ค่าจ้างเป็น 0 บาททุกคน
วันที่รูปแบบ วัน/เดือน/พ.ศ. เช่น 02/07/2561
วันที่สิ้นสุดงานถ้าจ่ายค่าจ้างรอบสุดท้ายให้ใคร ให้ใส่วันที่ออกจากงานตามข้อเท็จจริง
สาเหตุการออกจากงาน / หมายเหตุบันทึกเพิ่มได้ เช่น “ส่งงวดสุดท้ายก่อนเข้า PVD” หรือ “ลาโดยไม่รับค่าจ้าง”

📤 ขั้นที่ 4 นำเข้าไฟล์ ตรวจยอด และส่งข้อมูล

หน้าจอหลักมี 3 ปุ่ม คือ ประวัติการนำส่ง, นำเข้าข้อมูลโดยการแนบไฟล์ และนำเข้าข้อมูลรายคน เลือกแบบ สกล.3 (ค่าเริ่มต้น) หรือ สกล.3/1 สำหรับกิจการที่ลูกจ้างไม่ได้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้วเลือกเดือนและปี พ.ศ. ที่จ่ายค่าจ้าง อัปโหลดได้ครั้งละ 1 ไฟล์ครับ

ผลการตรวจสอบรายชื่อลูกจ้างและรายละเอียดการส่งเงิน
5 คนจำนวนลูกจ้างทั้งหมด
0.00เงินสะสมที่ต้องนำส่ง (บาท)
0.00เงินสมทบที่ต้องนำส่ง (บาท)
0.00รวมที่ต้องนำส่ง (บาท)

ถูกต้อง 5 รายการไม่ถูกต้อง 0 รายการ

ลำดับคำนำหน้าชื่อ–สกุลอายุสัญชาติเลขประจำตัวประเภทการจ้างค่าจ้างสะสม %สมทบ %
1นายสมชาย ใจดี42ไทย1234567890123รายเดือน0.000.250.25
2นางสาวปทุม แสงทอง35ไทย3769006753091รายวัน0.000.250.25
3นายAung M.20เมียนมา7345459649573รายเดือน0.000.250.25

ยกเลิก ลบข้อมูล ส่งข้อมูล

ตรวจข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนกด “ส่งข้อมูล” เพราะเมื่อส่งแล้วจะแก้ไขไม่ได้

ถ้าระบบแจ้งว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง นำเข้าใหม่ได้ โดยลบรายการที่ผิดจากหน้า “ประวัติการนำส่งเงิน” ซึ่งลบได้เฉพาะรายการที่ยังไม่ชำระเงิน จากนั้นระบบจะให้ติ๊กยืนยัน “ยอมรับข้อตกลงและส่งข้อมูล” แล้วกดตกลงครับ

ส่งข้อมูลสำเร็จ

✓ ระบบได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว

หมายเลขอ้างอิง

6909100000005

รอบการส่งเงิน ปี พ.ศ. 2569 เดือนกันยายน

① พิมพ์แบบ สกล.4 ได้ทันที เพราะส่งข้อมูลครั้งแรกสำเร็จแล้ว

② ระบบจะออกเลขอ้างอิงการชำระเงินภายใน 1 วันทำการ หลังชำระเงินเรียบร้อย

③ หากเกินกำหนดชำระเงิน จะมีค่าปรับเพิ่มเติมตามกฎหมาย

กลับหน้ารายการนำส่ง ชำระเงินตอนนี้

🚪 พอลูกจ้างออกจากงาน ต้องทำอะไรบ้าง

ตามมาตรา 133 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เมื่อลูกจ้างออกจากงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะจ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลจากกองทุนให้ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยสิทธิเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการจ้างไม่ว่าด้วยเหตุใด ทั้งลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือเสียชีวิตครับ

  • ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างเพราะกระทำผิดร้ายแรงจนไม่มีสิทธิรับค่าชดเชย ก็ยังมีสิทธิรับเงินจากกองทุน เพราะเป็นสิทธิคนละส่วนกับค่าชดเชย
  • กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนงวดขั้นต่ำ ที่ต้องนำส่งก่อนจึงจะมีสิทธิ ส่งมางวดเดียวก็ยื่นขอรับได้
  • นายจ้างต้องนำส่งเงินถึงเดือนที่ลูกจ้างสิ้นสุดการจ้าง และออกหนังสือรับรองการออกจากงานให้ใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นคำขอ
  • ลูกจ้างยื่นคำขอรับเงินเองด้วย แบบ สกล.6 ผ่านระบบ EWFUND หรือ EWF ทางเว็บไซต์ของกรมฯ ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID หรือลงทะเบียนแบบปกติก็ได้
  • แรงงานต่างชาติที่ต้องเดินทางกลับประเทศ มอบอำนาจให้คนอื่นยื่นแทนได้ โดยทำหนังสือมอบอำนาจตามหลักเกณฑ์ที่กรมฯ กำหนด
  • กรณีย้ายงาน กองทุนจะพิจารณาแยกตามนายจ้างและระยะเวลาการจ้าง บริษัทเดิมส่งถึงเดือนสุดท้าย ส่วนบริษัทใหม่เริ่มนับสิทธิและนำส่งใหม่ตั้งแต่เริ่มจ้างงาน

🕊️ กรณีลูกจ้างเสียชีวิต และแบบ สกล.5

เงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ถือเป็นมรดก ครับ เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดตัวบุคคลผู้มีสิทธิรับเงินไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้หลักการแบ่งมรดกตามลำดับทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 และไม่รวมถึงทายาทโดยธรรมลำดับอื่น

  • ถ้าลูกจ้างระบุผู้พึงได้รับเงินไว้ในแบบ สกล.5 ให้จ่ายแก่บุคคลที่ระบุไว้ โดยนายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการออกจากงานให้
  • ถ้าไม่ได้ระบุไว้ หรือคนที่ระบุเสียชีวิตก่อน ให้จ่ายแก่ บุตร คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย บิดา และมารดา ที่ยังมีชีวิตอยู่ ในส่วนเท่า ๆ กัน ถ้าไม่มีผู้มีสิทธิเลย เงินตกเป็นของกองทุน
  • ลูกจ้างทำแบบ สกล.5 ได้ตลอดเวลาที่เป็นสมาชิก ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อน และบันทึกผ่านระบบ E-Service ได้ ควรเก็บฉบับจริงไว้เป็นหลักฐาน ไม่จำเป็นต้องส่งฉบับจริงให้กรมฯ
  • ถ้าต้องการเปลี่ยนตัวผู้รับเงิน ให้ทำ แบบ สกล.5 ฉบับใหม่ แล้วแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อกรมฯ โดยเร็ว

⚠️ ถ้าไม่ทำตามกฎหมาย จะเจออะไร

พฤติการณ์ผลตามกฎหมาย
ไม่นำส่งเงินสะสม/เงินสมทบ หรือส่งไม่ครบภายในกำหนดต้องจ่ายเงินเพิ่มให้กองทุนในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ยังไม่ได้นำส่งหรือที่ยังขาดอยู่ นับแต่วันที่ต้องนำส่ง (เศษของเดือนถ้าถึง 15 วันขึ้นไป นับเป็น 1 เดือน ถ้าน้อยกว่านั้นปัดทิ้ง) ตามมาตรา 131
นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลายังมีหน้าที่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ โดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว
ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เกี่ยวกับกองทุนพนักงานตรวจแรงงานอาจมีคำสั่งให้ดำเนินการให้ถูกต้อง ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง อาจมีความรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
ผู้รับเงินจากกองทุน ภายหลังพบว่าไม่มีสิทธิต้องคืนเงินภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าไม่คืนและพ้นระยะเวลาตามหนังสือเตือน 30 วัน ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี
ผู้มีสิทธิไม่มารับเงินที่อนุมัติแล้วเจ้าหน้าที่จะแจ้งไม่น้อยกว่าปีละ 2 ครั้ง หากไม่มารับเกิน 10 ปี เงินอาจถูกโอนเข้าเป็นรายได้ของกองทุน แต่ยังยื่นคำขอรับภายหลังได้ตามหลักเกณฑ์
ไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณาอุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบผล โดยคำวินิจฉัยของอธิบดีถือเป็นที่สุด

✅ เช็กลิสต์ 10 ข้อ ที่นายจ้างควรทำก่อน 1 ตุลาคม 2569

  • นับจำนวนลูกจ้างรวมทุกสาขาของนิติบุคคลเดียวกัน ว่าถึง 10 คนหรือไม่
  • ตรวจว่ามีลูกจ้างคนไหนยังไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คนเหล่านี้ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
  • ลงทะเบียนใช้งาน ewfund.labour.go.th และเลือกประเภทสำนักงานเป็น “เฉพาะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง”
  • ตั้ง PIN Code 6 หลัก เก็บไว้ในที่ปลอดภัย และมอบหมายผู้รับผิดชอบสำรอง
  • ล้างข้อมูลทะเบียนพนักงานให้ตรงกติกา โดยเฉพาะคำนำหน้าชื่อและเลขบัตรประชาชนที่ห้ามมีขีดหรือเว้นวรรค
  • ยื่นทะเบียนรายชื่อลูกจ้างในช่วง กันยายน–ตุลาคม 2569 โดยระบุค่าจ้างเป็น 0 บาททุกคน
  • ตั้งรอบงานประจำเดือน ปิดงวดเงินเดือน สร้างไฟล์ ยื่น และชำระ ให้เสร็จก่อนวันที่ 15
  • ปรับแบบฟอร์มลาออกและเลิกจ้าง ให้มีการออกหนังสือรับรองการออกจากงานทุกครั้ง
  • เพิ่ม แบบ สกล.5 เข้าไปในชุดเอกสารพนักงานใหม่ และทบทวนเมื่อพนักงานแจ้งเปลี่ยนสถานะครอบครัว
  • สื่อสารกับพนักงานล่วงหน้าว่าสลิปเงินเดือนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 จะมีรายการหักใหม่เพิ่มเข้ามา

💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: บริษัทที่ยังใช้สมุดเซ็นชื่อหรือไฟล์ Excel แยกกันหลายไฟล์ มักเจอปัญหาเดิมซ้ำทุกเดือน คือยอดค่าจ้างในสลิปกับที่ยื่นเข้าระบบไม่ตรงกัน ลืมตัดชื่อคนที่ลาออกกลางเดือน หรือลืมใส่คนเข้าใหม่ ซึ่งแปลว่าส่งเงินขาดและต้องเสียเงินเพิ่ม ทางแก้ที่ยั่งยืนคือทำให้ข้อมูลเวลาทำงานกับข้อมูลค่าจ้างอยู่ในฐานเดียวกัน จะได้ดึงรายชื่อ ค่าจ้างที่จ่ายจริง วันเริ่มงานและวันที่ออก มาจัดทำไฟล์นำส่งได้จากที่เดียว ไม่ต้องคีย์ซ้ำครับ

❓ คำถามที่พบบ่อย

Qกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มหักเงินจริงเมื่อไร และอัตราเท่าไร

เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 โดยช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบร้อยละ 0.25 จากนั้นตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 ปรับเป็นฝ่ายละร้อยละ 0.5 ครับ

Qบริษัทมี 3 สาขา สาขาละ 8 คน ต้องเข้ากองทุนหรือไม่

ต้องเข้าครับ เพราะทั้ง 3 สาขาถือเป็นนายจ้างรายเดียวกัน ต้องนับจำนวนลูกจ้างรวมทุกสาขา เมื่อรวมแล้วได้ 24 คน ซึ่งครบ 10 คนขึ้นไป ต่างจากกรณีบริษัทในเครือ 3 แห่งที่เป็นนิติบุคคลแยกกัน แม้กรรมการชุดเดียวกัน ก็ถือเป็นนายจ้างคนละราย

Qมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอีกไหม

ถ้าจัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครบถ้วนทุกคน จะไม่อยู่ในบังคับ แต่ถ้ามีบางคนยังไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น มีลูกจ้าง 10 คน อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว 8 คน ลูกจ้างที่เหลืออีก 2 คนต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างครับ

Qลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพราะทำผิดร้ายแรง ยังได้เงินจากกองทุนหรือไม่

ยังมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แม้จะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยก็ตาม เพราะสิทธิรับเงินจากกองทุนเป็นคนละส่วนกับสิทธิรับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ครับ

Qต้องนำส่งเงินภายในวันไหน ส่งช้ามีโทษอย่างไร และจะจัดการข้อมูลรายเดือนอย่างไรให้ไม่พลาด

ยื่นแบบและนำส่งเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินค่าจ้าง ถ้าไม่นำส่งหรือส่งไม่ครบ ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้กองทุนร้อยละ 5 ต่อเดือนของจำนวนที่ยังขาดอยู่ ทางป้องกันที่ง่ายที่สุดคือใช้ระบบลงเวลาที่ต่อกับ โปรแกรมเงินเดือน จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน เพื่อให้รายชื่อและค่าจ้างที่จ่ายจริงมาจากฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ลดโอกาสที่ตัวเลขสองชุดจะไม่ตรงกันครับ

💼 เตรียมข้อมูลเงินเดือนให้พร้อมรับกฎหมายใหม่ ด้วย Digitalscan
🕐
ข้อมูลเวลาทำงานกับค่าจ้างอยู่ที่เดียว

สแกนเข้า–ออกรายบุคคล ส่งข้อมูลเข้าโปรแกรมเงินเดือนที่ให้มาในชุดเดียวกัน ตรวจย้อนหลังได้ ลดการคีย์ซ้ำ

🧾
รองรับการคำนวณตามกฎหมายใหม่

ตั้งค่ารายการหักและเงื่อนไขการคำนวณได้ตามนโยบายบริษัท โดยฝ่ายบุคคลเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและตรวจทานก่อนนำส่ง

💰
ซื้อขาด จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน

จ่ายครั้งเดียวใช้ได้ต่อเนื่อง ข้อมูลเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทเป็นค่าเริ่มต้น ระบบคลาวด์เป็นตัวเลือกเสริม

⚖️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: เรียบเรียงจากกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๖๐ ก วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๘), พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 130 มาตรา 131 และมาตรา 133, คู่มือการแจ้งรายละเอียดการนำส่งเงินสะสมเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านระบบ EwFund สำหรับสถานประกอบกิจการ และเอกสารถาม–ตอบของกองคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (สายด่วน 1506 กด 3 และ 1546) บทความนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายรายกรณี หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และแบบฟอร์มอาจปรับปรุงภายหลัง โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนดำเนินการ เรียบเรียงโดย Digitalscan (บริษัท อินโนเวชั่น สแกน จำกัด) ครับ