⏰ นับถอยหลัง 1 ตุลาคม 2569 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มเก็บเงินจริง
ถ้าคุณเป็นเจ้าของกิจการหรือทำงาน HR แล้วบริษัทมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เรื่องนี้กระทบคุณแน่นอนครับ เพราะตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป นายจ้างจะมีหน้าที่ใหม่เพิ่มขึ้นมาทุกเดือน ทั้งหักเงินจากค่าจ้างลูกจ้าง จ่ายเงินสมทบของตัวเอง และยื่นแบบผ่านระบบออนไลน์ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
ข่าวดีคือขั้นตอนไม่ได้ยากอย่างที่คิด แต่ต้องรู้ล่วงหน้าและเตรียมข้อมูลให้พร้อม บทความนี้สรุปให้ครบในที่เดียว ตั้งแต่กฎกระทรวงฉบับใหม่ ใครต้องเข้า ใครได้ยกเว้น วิธียื่นในระบบทีละขั้น ไปจนถึงสิ่งที่ต้องทำตอนลูกจ้างลาออกครับ
นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องนำลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 โดยหักเงินสะสมจากค่าจ้างลูกจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบเพิ่มในอัตราเท่ากัน แล้วยื่นแบบพร้อมนำส่งเงินผ่านระบบ EwFund ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป ถ้าส่งช้าหรือส่งไม่ครบ ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้กองทุนในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือนครับ
📌 สรุปประเด็นสำคัญจากกฎกระทรวงฉบับใหม่
กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 15 กันยายน 2568 ออกโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 6 วรรคหนึ่ง และมาตรา 131 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
ยกเลิกกฎกระทรวงฉบับ พ.ศ. 2567 และเลื่อนวันเริ่มจัดเก็บจาก 1 ตุลาคม 2568 ไปเป็น 1 ตุลาคม 2569 ให้สอดคล้องกับพระราชกฤษฎีกาที่เลื่อนระยะเวลาเริ่มดำเนินการ
ข้อมูลเก่าที่เคยจดไว้ว่าเริ่มปี 2568 ใช้ไม่ได้แล้ว ต้องยึดวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และอัตราตามบัญชีท้ายกฎกระทรวงฉบับใหม่เท่านั้นครับ
กระทรวง
ข้อ ๑ ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๖๙ เป็นต้นไป
ข้อ ๒ ให้ยกเลิกกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. ๒๕๖๗
ข้อ ๓ ให้นายจ้างและลูกจ้างซึ่งเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามมาตรา ๑๓๐ วรรคหนึ่ง จ่ายเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุน ตามบัญชีอัตราท้ายกฎกระทรวง
| ผู้จ่ายเงินสะสมและเงินสมทบ | 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 | ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 |
|---|---|---|
| ๑. เงินสะสมของลูกจ้าง | ร้อยละ 0.25 | ร้อยละ 0.5 |
| ๒. เงินสมทบของนายจ้าง | ร้อยละ 0.25 | ร้อยละ 0.5 |
| รวมนำส่งต่อลูกจ้าง 1 คน | 0.5% ของค่าจ้าง | 1.0% ของค่าจ้าง |
ให้ไว้ ณ วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๘ — พงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน
🧮 คิดเป็นเงินแล้วเท่าไร
ฐานคิดคือค่าจ้างของลูกจ้างที่เป็นสมาชิกกองทุน ลองดูตัวอย่างให้เห็นภาพชัด ๆ ครับ
| ค่าจ้างต่อเดือน | หักจากลูกจ้าง | นายจ้างจ่ายสมทบ | ยอดนำส่งรวมต่อคน |
|---|---|---|---|
| 10,000 บาท | 25.00 บาท | 25.00 บาท | 50.00 บาท |
| 15,000 บาท | 37.50 บาท | 37.50 บาท | 75.00 บาท |
| 25,000 บาท | 62.50 บาท | 62.50 บาท | 125.00 บาท |
| 40,000 บาท | 100.00 บาท | 100.00 บาท | 200.00 บาท |
จะเห็นว่าตัวเงินต่อหัวไม่ได้เยอะ แต่สิ่งที่หนักจริงคือ งานเอกสารรายเดือนที่เพิ่มขึ้นแบบถาวร เพราะทุกเดือนคุณต้องตอบให้ได้ว่ามีลูกจ้างกี่คน แต่ละคนได้ค่าจ้างจริงเท่าไร ใครเข้าใหม่ ใครออกวันไหน และตัวเลขต้องตรงกับที่ยื่นเข้าระบบครับ
👥 ใครต้องเข้ากองทุน ใครได้รับยกเว้น
หลักคือดูที่ ตัวนายจ้าง (นิติบุคคล) ไม่ได้ดูที่สถานที่ทำงาน และต้องนับรวมสำนักงานทุกแห่งของนายจ้างรายเดียวกัน ครับ
- ต้องเข้า — นายจ้างที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
- ไม่ต้องเข้า — นายจ้างที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คน
- ไม่ต้องเข้า — นายจ้างที่จัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) ครบถ้วนแล้ว
- ไม่ต้องเข้า — นายจ้างที่จัดให้มีการสงเคราะห์ภายในบริษัทแก่ลูกจ้าง กรณีออกจากงานหรือตาย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
- ไม่ต้องเข้า — กิจการเฉพาะบางประเภท เช่น โรงเรียนเอกชนเฉพาะครูและบุคลากรทางการศึกษา สถาบันอุดมศึกษาเอกชน หน่วยงานรัฐ องค์การมหาชน กิจการที่ไม่แสวงหากำไรทางเศรษฐกิจ งานประมงทะเล งานเกษตรกรรมที่ไม่จ้างลูกจ้างทำงานตลอดปี งานบ้านที่ไม่มีธุรกิจรวมอยู่ด้วย และกิจการที่มีกฎหมายเฉพาะกำหนดยกเว้น
- กิจการที่ไม่อยู่ในบังคับ ถ้าอยากเข้ากองทุนก็สมัครได้ แต่ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งนายจ้างและลูกจ้าง
ส่วนคำถามที่เจอบ่อยเรื่อง “นับหัวอย่างไร” สรุปเป็นตารางให้แล้วครับ
| สถานการณ์ | ผลตามหลักเกณฑ์ |
|---|---|
| บริษัทเดียว มี 3 สาขา สาขาละ 8 คน | ต้องเข้า ทุกสาขาถือเป็นนายจ้างรายเดียวกัน นับรวมได้ 24 คน |
| บริษัทในเครือ 3 แห่ง กรรมการชุดเดียวกัน อาคารเดียวกัน แห่งละ 5 คน | ไม่ต้องเข้า เป็นนิติบุคคลแยกกัน ถือเป็นนายจ้างคนละราย แต่ละรายไม่ถึง 10 คน |
| เข้ากองทุนแล้ว ต่อมาลูกจ้างลดเหลือ 7 คน | ยังต้องส่งต่อ เมื่อนำลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกแล้ว แม้จำนวนลดลง ก็ยังมีหน้าที่นำส่งต่อไป |
| ลูกจ้างทำงานกับนายจ้างหลายราย | นายจ้างทุกรายที่อยู่ในเกณฑ์ ต้องนำเข้าเป็นสมาชิกและหักนำส่งทุกครั้งที่จ่ายค่าจ้าง |
| โอนกิจการให้นายจ้างใหม่ โดยลูกจ้างยินยอม | นายจ้างใหม่รับโอนทั้งสิทธิและหน้าที่ นับอายุงานต่อเนื่อง และนำส่งเงินเข้ากองทุนต่อไป |
| บริษัทถูกพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด แต่ยังจ้างงานอยู่ | ความเป็นนายจ้าง–ลูกจ้างไม่สิ้นสุด บริษัทโดยความเห็นชอบของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ ยังต้องส่งเงินเข้ากองทุน |
| กรรมการผู้จัดการ | ถ้าทำงานใต้บังคับบัญชาและรับค่าจ้าง = เป็นลูกจ้าง ต้องเข้า แต่ถ้ามีอำนาจบริหารทุกอย่างและอิสระ = ไม่ใช่ลูกจ้าง |
| ที่ปรึกษา / ผู้รับจ้างอิสระ | มุ่งผลสำเร็จของงาน ไม่ต้องลงเวลา ไม่อยู่ใต้บังคับบัญชา = ไม่ใช่ลูกจ้าง แต่ต้องดูลักษณะการทำงานจริง ไม่ใช่ดูชื่อสัญญา |
| นักเรียน นักศึกษาฝึกงานตามหลักสูตร | ไม่ต้องเข้า เป็นการเรียนรู้และฝึกทักษะ ไม่ใช่การจ้างแรงงาน |
| ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ทำ Part-time ให้เอกชน | ถ้าเป็นการจ้างแรงงาน ย่อมมีสถานะเป็นลูกจ้างของบริษัทนั้น บริษัทมีหน้าที่ดำเนินการ |
| พนักงานบริษัทต่างประเทศเข้ามาตรวจงานในไทย รับค่าจ้างจากบริษัทแม่ | ไม่ต้องเข้า บริษัทคู่ค้าในไทยไม่ได้ตกลงรับเข้าทำงานหรือจ่ายค่าจ้าง จึงไม่ใช่นายจ้าง |
สำหรับประเภทลูกจ้างที่ต้องนับ คำตอบคือเกือบทุกประเภทครับ ไม่ว่าจะเป็นคนไทย ต่างชาติ หรือแรงงานต่างด้าว ลูกจ้างทดลองงาน ลูกจ้างชั่วคราว ลูกจ้างรายวัน ลูกจ้างสัญญาจ้างมีกำหนดเวลา รวมถึงคนที่จ้างต่อหลังเกษียณอายุเกิน 60 ปี และกองทุนนี้ไม่มีการกำหนดอายุสูงสุดของสมาชิก
🏦 บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังต้องเข้าอีกไหม
จุดนี้พลาดกันบ่อยครับ การมี PVD ไม่ได้แปลว่าทั้งบริษัทหลุดโดยอัตโนมัติ เกณฑ์คือต้องจัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิก PVD ครบถ้วน ถ้ามีใครตกหล่น คนนั้นต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
| กรณี | แนวทาง |
|---|---|
| มีลูกจ้าง 10 คน อยู่ใน PVD แล้ว 8 คน | ลูกจ้างที่เหลืออีก 2 คน ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง |
| ลูกจ้างทดลองงาน ยังไม่มีสิทธิเข้า PVD ตามระเบียบบริษัท | ระหว่างนั้นต้องนำเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างก่อน เมื่อผ่านทดลองงานและเข้า PVD แล้ว จึงขอหยุดส่งได้ |
| ลาออกจาก PVD แต่ยังทำงานอยู่ และต้องเว้น 1 ปีจึงกลับเข้าได้ | ช่วงที่ยังไม่มีสิทธิใน PVD ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง |
| อยู่ใน PVD แล้ว แต่อยากออมเพิ่มในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างด้วย | สมัครเพิ่มได้ หากนายจ้างยินยอม เมื่อยินยอมแล้ว นายจ้างจะมีหน้าที่นำส่งเงินสมทบเสมือนอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมาย |
และต้องจำอีกข้อครับ การหยุดส่งเงินไม่เท่ากับถอนเงินคืนได้ ตราบที่ยังเป็นลูกจ้างอยู่ เงินที่สะสมไว้เดิมยังขอรับไม่ได้ สิทธิจะเกิดเมื่อสิ้นสุดการจ้างหรือกรณีเสียชีวิต และโดยทั่วไปลูกจ้างจะลาออกจากกองทุนเองโดยลำพังไม่ได้ ถ้ายังอยู่ในหลักเกณฑ์ที่ต้องเป็นสมาชิก
🗓️ ไทม์ไลน์ที่ต้องจดไว้
💻 ใช้งานระบบ EwFund ทีละขั้น
ระบบ EwFund ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ใช้เลขทะเบียนนิติบุคคลเป็นรหัสผู้ใช้งาน และเชื่อมกับระบบ e-Service เดิมที่เคยใช้ยื่นแบบแสดงสภาพการจ้างประจำปี เข้าใช้งานที่เว็บไซต์ ewfund.labour.go.th ครับ
🪪 ขั้นที่ 1 ลงทะเบียนผู้ใช้งาน
ข้อมูลผู้ลงทะเบียน
ต้องเลือก “นิติบุคคล” เท่านั้น
เลือกจากรายการ ห้ามพิมพ์เอง
กำหนดเองได้ 4 หลัก ถ้าเลขไม่ครบให้เติม 0 นำหน้า
ยกเลิก บันทึก
- เลือกรูปแบบการลงทะเบียนเป็น “สำหรับสถานประกอบกิจการ” แล้วติ๊กยอมรับนโยบายความเป็นส่วนตัวทั้ง 2 ช่อง
- คู่มือของกรมฯ แนะนำให้ลงทะเบียนใหม่ และเลือกประเภทสำนักงานเป็น “เฉพาะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” เพราะบัญชี e-Service เดิมอาจมีคนใช้ร่วมกันหลายคน ส่วน “สำนักงานใหญ่” เลือกได้ถ้าเป็นบริษัทใหม่ที่ไม่เคยใช้ e-Service มาก่อน
- ส่วนผู้ประสานงาน ต้องกรอกชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน เบอร์โทร และอีเมลของผู้ที่บริษัทมอบหมาย รหัสผ่านต้องมีทั้งตัวเลขและตัวอักษร รวมไม่น้อยกว่า 8 ตัว
- ลงทะเบียนสำเร็จ ระบบจะส่งอีเมลแจ้งผลไปยังอีเมลที่ระบุไว้
🔐 ขั้นที่ 2 กำหนด PIN Code 6 หลัก
เข้าใช้งานครั้งแรกต้องตั้ง PIN Code เป็นตัวเลข 6 หลัก เพื่อจำกัดการเข้าถึงเมนูที่เกี่ยวกับเงินเดือนทั้งหมด และทุกครั้งที่จะเปลี่ยนรหัส PIN หรือแก้ข้อมูลผู้บริหารจัดการ PIN ต้องป้อน PIN ก่อนเสมอครับ
💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: ตามคู่มือฉบับที่กรมฯ เผยแพร่ กรณีลืม PIN Code ยังอยู่ระหว่างทบทวนวิธีดำเนินการของเจ้าหน้าที่ ดังนั้นควรบันทึก PIN ไว้ในที่ปลอดภัยขององค์กร และมอบหมายผู้รับผิดชอบสำรองไว้อย่างน้อยอีก 1 คน จะได้ไม่ติดปัญหาตอนใกล้วันที่ 15 ครับ
📄 ขั้นที่ 3 เตรียมไฟล์ Excel ให้ถูกกติกา
ขั้นนี้คือด่านที่ทำให้ยื่นไม่ผ่านบ่อยที่สุด ให้ดาวน์โหลด Template จากหน้าจอระบบ แล้วกรอกตามกติกาเป๊ะ ๆ โดยระบบจะเริ่มอ่านข้อมูลจากบรรทัดที่ 5 เป็นต้นไป ครับ
| A | B | C | D | E | F | G | H | I | |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | ชื่อสถานประกอบกิจการ | ||||||||
| 2 | รอบการส่งเงิน ปี พ.ศ. | กรุณาระบุ | เดือน | กรุณาระบุ | |||||
| 3 | วันที่ดำเนินการนำส่ง | กรุณาระบุ | |||||||
| 4 | คำนำหน้า | ชื่อ | ชื่อสกุล | อายุ | สัญชาติ | เลขบัตร ปชช./Passport | ประเภทค่าจ้าง | ค่าจ้าง | วันที่เริ่มงาน |
| 5 | นาย | สมชาย | ใจดี | 42 | ไทย | 1234567890123 | รายเดือน | 0.00 | 02/07/2561 |
| 6 | |||||||||
▲ ระบบเริ่มอ่านข้อมูลที่บรรทัดที่ 5 ห้ามแทรกหรือลบบรรทัดด้านบน
| ช่องข้อมูล | กติกาที่ต้องทำให้ถูก |
|---|---|
| คำนำหน้า | ใส่ได้เฉพาะ นาย / นาง / นางสาว เท่านั้น ระบบไม่รับคำนำหน้าที่เป็นยศหรือตำแหน่ง |
| ชื่อ–ชื่อสกุล | กรอกตามจริง ถ้าไม่มีนามสกุลให้เว้นว่าง |
| อายุ | เป็นจำนวนเต็มปี เศษที่เป็นเดือนให้ตัดทิ้ง เช่น 42 |
| สัญชาติ | อ้างอิงตามไฟล์คำอธิบายวิธีการบันทึกของระบบ |
| เลขบัตรประชาชน / หนังสือเดินทาง | คนไทยใช้เลขบัตรประชาชนเท่านั้น ห้ามเว้นวรรค ห้ามใส่ขีด “-“ ส่วนคนต่างด้าวใช้เลข Passport ที่ยังไม่หมดอายุ ถ้าไม่มีให้ใช้เลขบัตรสีชมพู และถ้าเปลี่ยนเล่ม Passport ต้องเปลี่ยนเลขในรอบใหม่ด้วย |
| ประเภทค่าจ้าง | ระบุ รายวัน / รายเดือน / ตามผลงาน |
| ค่าจ้าง | เป็นตัวเลข ทศนิยมได้ 2 หลัก ถ้าลาโดยไม่รับค่าจ้างให้ใส่ 0 และกรณียื่นแบบเดือนกันยายน–ตุลาคม 2569 ให้ใส่ค่าจ้างเป็น 0 บาททุกคน |
| วันที่ | รูปแบบ วัน/เดือน/พ.ศ. เช่น 02/07/2561 |
| วันที่สิ้นสุดงาน | ถ้าจ่ายค่าจ้างรอบสุดท้ายให้ใคร ให้ใส่วันที่ออกจากงานตามข้อเท็จจริง |
| สาเหตุการออกจากงาน / หมายเหตุ | บันทึกเพิ่มได้ เช่น “ส่งงวดสุดท้ายก่อนเข้า PVD” หรือ “ลาโดยไม่รับค่าจ้าง” |
📤 ขั้นที่ 4 นำเข้าไฟล์ ตรวจยอด และส่งข้อมูล
หน้าจอหลักมี 3 ปุ่ม คือ ประวัติการนำส่ง, นำเข้าข้อมูลโดยการแนบไฟล์ และนำเข้าข้อมูลรายคน เลือกแบบ สกล.3 (ค่าเริ่มต้น) หรือ สกล.3/1 สำหรับกิจการที่ลูกจ้างไม่ได้อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 แล้วเลือกเดือนและปี พ.ศ. ที่จ่ายค่าจ้าง อัปโหลดได้ครั้งละ 1 ไฟล์ครับ
ถูกต้อง 5 รายการไม่ถูกต้อง 0 รายการ
| ลำดับ | คำนำหน้า | ชื่อ–สกุล | อายุ | สัญชาติ | เลขประจำตัว | ประเภทการจ้าง | ค่าจ้าง | สะสม % | สมทบ % |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | นาย | สมชาย ใจดี | 42 | ไทย | 1234567890123 | รายเดือน | 0.00 | 0.25 | 0.25 |
| 2 | นางสาว | ปทุม แสงทอง | 35 | ไทย | 3769006753091 | รายวัน | 0.00 | 0.25 | 0.25 |
| 3 | นาย | Aung M. | 20 | เมียนมา | 7345459649573 | รายเดือน | 0.00 | 0.25 | 0.25 |
ยกเลิก ลบข้อมูล ส่งข้อมูล
ตรวจข้อมูลให้ครบถ้วนก่อนกด “ส่งข้อมูล” เพราะเมื่อส่งแล้วจะแก้ไขไม่ได้
ถ้าระบบแจ้งว่าข้อมูลไม่ถูกต้อง นำเข้าใหม่ได้ โดยลบรายการที่ผิดจากหน้า “ประวัติการนำส่งเงิน” ซึ่งลบได้เฉพาะรายการที่ยังไม่ชำระเงิน จากนั้นระบบจะให้ติ๊กยืนยัน “ยอมรับข้อตกลงและส่งข้อมูล” แล้วกดตกลงครับ
✓ ระบบได้รับข้อมูลเรียบร้อยแล้ว
หมายเลขอ้างอิง
6909100000005
รอบการส่งเงิน ปี พ.ศ. 2569 เดือนกันยายน
① พิมพ์แบบ สกล.4 ได้ทันที เพราะส่งข้อมูลครั้งแรกสำเร็จแล้ว
② ระบบจะออกเลขอ้างอิงการชำระเงินภายใน 1 วันทำการ หลังชำระเงินเรียบร้อย
③ หากเกินกำหนดชำระเงิน จะมีค่าปรับเพิ่มเติมตามกฎหมาย
กลับหน้ารายการนำส่ง ชำระเงินตอนนี้
🚪 พอลูกจ้างออกจากงาน ต้องทำอะไรบ้าง
ตามมาตรา 133 แห่งพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เมื่อลูกจ้างออกจากงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะจ่ายเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลจากกองทุนให้ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด โดยสิทธิเกิดขึ้นเมื่อสิ้นสุดการจ้างไม่ว่าด้วยเหตุใด ทั้งลาออก ถูกเลิกจ้าง เกษียณอายุ สิ้นสุดสัญญาจ้าง หรือเสียชีวิตครับ
- ลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้างเพราะกระทำผิดร้ายแรงจนไม่มีสิทธิรับค่าชดเชย ก็ยังมีสิทธิรับเงินจากกองทุน เพราะเป็นสิทธิคนละส่วนกับค่าชดเชย
- กฎหมายไม่ได้กำหนดจำนวนงวดขั้นต่ำ ที่ต้องนำส่งก่อนจึงจะมีสิทธิ ส่งมางวดเดียวก็ยื่นขอรับได้
- นายจ้างต้องนำส่งเงินถึงเดือนที่ลูกจ้างสิ้นสุดการจ้าง และออกหนังสือรับรองการออกจากงานให้ใช้เป็นหลักฐานประกอบการยื่นคำขอ
- ลูกจ้างยื่นคำขอรับเงินเองด้วย แบบ สกล.6 ผ่านระบบ EWFUND หรือ EWF ทางเว็บไซต์ของกรมฯ ยืนยันตัวตนผ่านแอปพลิเคชัน ThaID หรือลงทะเบียนแบบปกติก็ได้
- แรงงานต่างชาติที่ต้องเดินทางกลับประเทศ มอบอำนาจให้คนอื่นยื่นแทนได้ โดยทำหนังสือมอบอำนาจตามหลักเกณฑ์ที่กรมฯ กำหนด
- กรณีย้ายงาน กองทุนจะพิจารณาแยกตามนายจ้างและระยะเวลาการจ้าง บริษัทเดิมส่งถึงเดือนสุดท้าย ส่วนบริษัทใหม่เริ่มนับสิทธิและนำส่งใหม่ตั้งแต่เริ่มจ้างงาน
🕊️ กรณีลูกจ้างเสียชีวิต และแบบ สกล.5
เงินจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ไม่ถือเป็นมรดก ครับ เพราะพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 กำหนดตัวบุคคลผู้มีสิทธิรับเงินไว้เป็นการเฉพาะ จึงไม่อยู่ภายใต้หลักการแบ่งมรดกตามลำดับทายาทโดยธรรมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1629 และไม่รวมถึงทายาทโดยธรรมลำดับอื่น
- ถ้าลูกจ้างระบุผู้พึงได้รับเงินไว้ในแบบ สกล.5 ให้จ่ายแก่บุคคลที่ระบุไว้ โดยนายจ้างต้องออกหนังสือรับรองการออกจากงานให้
- ถ้าไม่ได้ระบุไว้ หรือคนที่ระบุเสียชีวิตก่อน ให้จ่ายแก่ บุตร คู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมาย บิดา และมารดา ที่ยังมีชีวิตอยู่ ในส่วนเท่า ๆ กัน ถ้าไม่มีผู้มีสิทธิเลย เงินตกเป็นของกองทุน
- ลูกจ้างทำแบบ สกล.5 ได้ตลอดเวลาที่เป็นสมาชิก ไม่ต้องรอให้เกิดเหตุก่อน และบันทึกผ่านระบบ E-Service ได้ ควรเก็บฉบับจริงไว้เป็นหลักฐาน ไม่จำเป็นต้องส่งฉบับจริงให้กรมฯ
- ถ้าต้องการเปลี่ยนตัวผู้รับเงิน ให้ทำ แบบ สกล.5 ฉบับใหม่ แล้วแจ้งการเปลี่ยนแปลงต่อกรมฯ โดยเร็ว
⚠️ ถ้าไม่ทำตามกฎหมาย จะเจออะไร
| พฤติการณ์ | ผลตามกฎหมาย |
|---|---|
| ไม่นำส่งเงินสะสม/เงินสมทบ หรือส่งไม่ครบภายในกำหนด | ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้กองทุนในอัตราร้อยละ 5 ต่อเดือน ของจำนวนเงินที่ยังไม่ได้นำส่งหรือที่ยังขาดอยู่ นับแต่วันที่ต้องนำส่ง (เศษของเดือนถ้าถึง 15 วันขึ้นไป นับเป็น 1 เดือน ถ้าน้อยกว่านั้นปัดทิ้ง) ตามมาตรา 131 |
| นายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลา | ยังมีหน้าที่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ โดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว |
| ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เกี่ยวกับกองทุน | พนักงานตรวจแรงงานอาจมีคำสั่งให้ดำเนินการให้ถูกต้อง ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง อาจมีความรับผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง |
| ผู้รับเงินจากกองทุน ภายหลังพบว่าไม่มีสิทธิ | ต้องคืนเงินภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้ง ถ้าไม่คืนและพ้นระยะเวลาตามหนังสือเตือน 30 วัน ต้องเสียดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี |
| ผู้มีสิทธิไม่มารับเงินที่อนุมัติแล้ว | เจ้าหน้าที่จะแจ้งไม่น้อยกว่าปีละ 2 ครั้ง หากไม่มารับเกิน 10 ปี เงินอาจถูกโอนเข้าเป็นรายได้ของกองทุน แต่ยังยื่นคำขอรับภายหลังได้ตามหลักเกณฑ์ |
| ไม่เห็นด้วยกับผลการพิจารณา | อุทธรณ์ต่ออธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ทราบผล โดยคำวินิจฉัยของอธิบดีถือเป็นที่สุด |
✅ เช็กลิสต์ 10 ข้อ ที่นายจ้างควรทำก่อน 1 ตุลาคม 2569
- นับจำนวนลูกจ้างรวมทุกสาขาของนิติบุคคลเดียวกัน ว่าถึง 10 คนหรือไม่
- ตรวจว่ามีลูกจ้างคนไหนยังไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คนเหล่านี้ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง
- ลงทะเบียนใช้งาน ewfund.labour.go.th และเลือกประเภทสำนักงานเป็น “เฉพาะกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง”
- ตั้ง PIN Code 6 หลัก เก็บไว้ในที่ปลอดภัย และมอบหมายผู้รับผิดชอบสำรอง
- ล้างข้อมูลทะเบียนพนักงานให้ตรงกติกา โดยเฉพาะคำนำหน้าชื่อและเลขบัตรประชาชนที่ห้ามมีขีดหรือเว้นวรรค
- ยื่นทะเบียนรายชื่อลูกจ้างในช่วง กันยายน–ตุลาคม 2569 โดยระบุค่าจ้างเป็น 0 บาททุกคน
- ตั้งรอบงานประจำเดือน ปิดงวดเงินเดือน สร้างไฟล์ ยื่น และชำระ ให้เสร็จก่อนวันที่ 15
- ปรับแบบฟอร์มลาออกและเลิกจ้าง ให้มีการออกหนังสือรับรองการออกจากงานทุกครั้ง
- เพิ่ม แบบ สกล.5 เข้าไปในชุดเอกสารพนักงานใหม่ และทบทวนเมื่อพนักงานแจ้งเปลี่ยนสถานะครอบครัว
- สื่อสารกับพนักงานล่วงหน้าว่าสลิปเงินเดือนตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 จะมีรายการหักใหม่เพิ่มเข้ามา
💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: บริษัทที่ยังใช้สมุดเซ็นชื่อหรือไฟล์ Excel แยกกันหลายไฟล์ มักเจอปัญหาเดิมซ้ำทุกเดือน คือยอดค่าจ้างในสลิปกับที่ยื่นเข้าระบบไม่ตรงกัน ลืมตัดชื่อคนที่ลาออกกลางเดือน หรือลืมใส่คนเข้าใหม่ ซึ่งแปลว่าส่งเงินขาดและต้องเสียเงินเพิ่ม ทางแก้ที่ยั่งยืนคือทำให้ข้อมูลเวลาทำงานกับข้อมูลค่าจ้างอยู่ในฐานเดียวกัน จะได้ดึงรายชื่อ ค่าจ้างที่จ่ายจริง วันเริ่มงานและวันที่ออก มาจัดทำไฟล์นำส่งได้จากที่เดียว ไม่ต้องคีย์ซ้ำครับ
❓ คำถามที่พบบ่อย
Qกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเริ่มหักเงินจริงเมื่อไร และอัตราเท่าไร
เริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 โดยช่วงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมร้อยละ 0.25 ของค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบร้อยละ 0.25 จากนั้นตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574 ปรับเป็นฝ่ายละร้อยละ 0.5 ครับ
Qบริษัทมี 3 สาขา สาขาละ 8 คน ต้องเข้ากองทุนหรือไม่
ต้องเข้าครับ เพราะทั้ง 3 สาขาถือเป็นนายจ้างรายเดียวกัน ต้องนับจำนวนลูกจ้างรวมทุกสาขา เมื่อรวมแล้วได้ 24 คน ซึ่งครบ 10 คนขึ้นไป ต่างจากกรณีบริษัทในเครือ 3 แห่งที่เป็นนิติบุคคลแยกกัน แม้กรรมการชุดเดียวกัน ก็ถือเป็นนายจ้างคนละราย
Qมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว ยังต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอีกไหม
ถ้าจัดให้ลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครบถ้วนทุกคน จะไม่อยู่ในบังคับ แต่ถ้ามีบางคนยังไม่ได้เป็นสมาชิก เช่น มีลูกจ้าง 10 คน อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแล้ว 8 คน ลูกจ้างที่เหลืออีก 2 คนต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างครับ
Qลูกจ้างถูกเลิกจ้างเพราะทำผิดร้ายแรง ยังได้เงินจากกองทุนหรือไม่
ยังมีสิทธิได้รับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลจากกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แม้จะไม่มีสิทธิได้รับค่าชดเชยก็ตาม เพราะสิทธิรับเงินจากกองทุนเป็นคนละส่วนกับสิทธิรับค่าชดเชยตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ครับ
Qต้องนำส่งเงินภายในวันไหน ส่งช้ามีโทษอย่างไร และจะจัดการข้อมูลรายเดือนอย่างไรให้ไม่พลาด
ยื่นแบบและนำส่งเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่มีการหักเงินค่าจ้าง ถ้าไม่นำส่งหรือส่งไม่ครบ ต้องจ่ายเงินเพิ่มให้กองทุนร้อยละ 5 ต่อเดือนของจำนวนที่ยังขาดอยู่ ทางป้องกันที่ง่ายที่สุดคือใช้ระบบลงเวลาที่ต่อกับ โปรแกรมเงินเดือน จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน เพื่อให้รายชื่อและค่าจ้างที่จ่ายจริงมาจากฐานข้อมูลชุดเดียวกัน ลดโอกาสที่ตัวเลขสองชุดจะไม่ตรงกันครับ
สแกนเข้า–ออกรายบุคคล ส่งข้อมูลเข้าโปรแกรมเงินเดือนที่ให้มาในชุดเดียวกัน ตรวจย้อนหลังได้ ลดการคีย์ซ้ำ
ตั้งค่ารายการหักและเงื่อนไขการคำนวณได้ตามนโยบายบริษัท โดยฝ่ายบุคคลเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขและตรวจทานก่อนนำส่ง
จ่ายครั้งเดียวใช้ได้ต่อเนื่อง ข้อมูลเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ของบริษัทเป็นค่าเริ่มต้น ระบบคลาวด์เป็นตัวเลือกเสริม
⚖️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: เรียบเรียงจากกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๔๒ ตอนที่ ๖๐ ก วันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๖๘), พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 130 มาตรา 131 และมาตรา 133, คู่มือการแจ้งรายละเอียดการนำส่งเงินสะสมเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างผ่านระบบ EwFund สำหรับสถานประกอบกิจการ และเอกสารถาม–ตอบของกองคุ้มครองแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (สายด่วน 1506 กด 3 และ 1546) บทความนี้จัดทำเพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายรายกรณี หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และแบบฟอร์มอาจปรับปรุงภายหลัง โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน หรือปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายก่อนดำเนินการ เรียบเรียงโดย Digitalscan (บริษัท อินโนเวชั่น สแกน จำกัด) ครับ

