กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง รอบเงินเดือน 26-25 หักยอดไหน

📌 รอบจ่าย 26–25 คร่อมวันที่กฎหมายเริ่มบังคับ งวดแรกหักจากยอดไหน

ก่อนถึงวันที่ 1 ตุลาคม 2569 คำถามที่ HR ถามเข้ามามากที่สุดคือเรื่องรอบจ่ายที่คร่อมเดือน เช่น บริษัทตัดรอบวันที่ 26 กันยายน ถึง 25 ตุลาคม เงินเดือน 20,000 บาท จะต้องหักเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจาก ยอดเต็มทั้งงวด หรือให้ เฉลี่ยเฉพาะวันที่ 1–25 ตุลาคม เพราะช่วงวันที่ 26–30 กันยายน กฎหมายยังไม่มีผลบังคับ

คำถามนี้ดูเป็นเรื่องเล็ก ส่วนต่างไม่กี่บาทต่อคน แต่ถ้าเลือกฐานผิด ภาระที่ตามมาตกอยู่ที่นายจ้างฝ่ายเดียวครับ

คำตอบสั้น ๆ

ให้ใช้ ยอดค่าจ้างเต็มจำนวนของงวดนั้น ครับ เพราะ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 131 วรรคหนึ่ง ผูกหน้าที่หักเงินไว้กับคำว่า “ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง” ไม่ได้ผูกไว้กับจำนวนวันทำงาน เมื่อวันจ่ายค่าจ้างของงวดนั้นตกตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป และลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนแล้ว ก็หักจากค่าจ้างที่จ่ายจริงทั้งก้อน ไม่ต้องซอยวันย้อนหลัง

🔍 ตัวบทกฎหมายเขียนไว้ว่าอย่างไร

  • ใครต้องเข้ากองทุน: มาตรา 130 กำหนดให้ลูกจ้างของกิจการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ยกเว้นกิจการที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจัดการสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือตายตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงไว้แล้ว
  • จุดที่เกิดหน้าที่หัก: มาตรา 131 วรรคหนึ่ง เขียนว่า นับแต่วันที่ลูกจ้างเป็นสมาชิก “ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง” ให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมโดยนายจ้างหักจากค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ตามอัตราในกฎกระทรวงแต่ไม่เกินร้อยละห้าของค่าจ้าง — ตัวตั้งคือ “การจ่ายค่าจ้าง” ไม่ใช่ “จำนวนวันที่ทำงาน”
  • ไม่มีสูตรเฉลี่ยรายวันในกฎหมาย: ทั้งพระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บฯ พ.ศ. 2568 (กำหนดให้เริ่มจัดเก็บ 1 ตุลาคม 2569) และกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบฯ พ.ศ. 2568 ไม่มีข้อใดสั่งให้ซอยงวดแรกเป็นรายวัน อัตราถูกวางไว้เป็น “ร้อยละของค่าจ้าง” เฉย ๆ
  • จ่ายช้าก็ไม่พ้นหน้าที่: มาตรา 131 วรรคสอง ระบุว่า ถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลาที่ต้องจ่าย ก็ยังมีหน้าที่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ โดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว
  • กำหนดนำส่ง: นำส่งภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หัก ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างกำหนดตามมาตรา 131 วรรคสี่ — งวดที่หักในเดือนตุลาคม 2569 จึงนำส่งภายใน 15 พฤศจิกายน 2569
  • ส่งขาดมีเงินเพิ่ม: มาตรา 131 วรรคสาม กำหนดเงินเพิ่ม ร้อยละ 5 ต่อเดือน ของเงินที่ยังไม่ได้นำส่งหรือที่ยังขาดอยู่ และเขียนชัดว่า ห้ามนายจ้างอ้างเหตุว่าไม่ได้หักหรือหักไม่ครบ เพื่อให้พ้นความรับผิด
  • พนักงานตรวจแรงงานประเมินได้: มาตรา 132 ให้อำนาจออกคำเตือนเป็นหนังสือให้นำเงินค้างมาชำระ และถ้าไม่อาจทราบจำนวนค่าจ้างแน่ชัด ก็มีอำนาจประเมินเงินสะสมและเงินสมทบที่ต้องนำส่งได้

อ่านรวมกันแล้วเห็นภาพชัดครับ ว่าสิ่งที่กฎหมายจับคือ “วันที่มีการจ่ายค่าจ้าง” และ “ยอดค่าจ้างที่จ่ายในงวดนั้น”

⚖️ ศาลฎีกาเคยตีความถ้อยคำนี้ไว้แล้ว

คำว่า “ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง” ไม่ใช่ถ้อยคำใหม่ครับ กฎหมายประกันสังคมใช้ถ้อยคำแบบเดียวกันในมาตรา 47 และศาลฎีกาวางแนวไว้ชัดแล้วว่าหมายถึงอะไร

ข้ออ้าง

สำนักงานประกันสังคมเห็นว่า นายจ้างจ่ายค่าจ้างเดือนกุมภาพันธ์ 2544 ให้ลูกจ้างตั้งแต่วันที่ 23 กุมภาพันธ์ ถือเป็นการจ่ายล่วงหน้า เงินที่หักไว้จึงยังไม่ใช่เงินสมทบของเดือนนั้น ลูกจ้างจึงส่งเงินสมทบไม่ครบ 7 เดือน

คำวินิจฉัยศาล

ไม่มีกฎหมายใดบังคับให้นายจ้างต้องจ่ายค่าจ้างรายเดือนในวันสิ้นเดือน และถ้อยคำ “ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง” ผูกหน้าที่หักไว้กับการจ่ายจริง โดยไม่มีเงื่อนไขว่าการจ่ายนั้นทำเมื่อใด

ผลทางกฎหมาย

ถือว่าลูกจ้างจ่ายเงินสมทบของเดือนนั้นแล้วตั้งแต่วันที่นายจ้างหักค่าจ้าง ลูกจ้างจึงได้รับสิทธิประโยชน์เต็ม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2546 แนวเดียวกับที่ 5789/2543 ซึ่งย้ำว่ากฎหมายไม่มีเงื่อนไขว่าต้องเป็นการจ่ายตามระเบียบปกติของนายจ้าง)

สาระที่ HR ต้องจำคือ ศาลมองที่ เหตุการณ์การจ่ายค่าจ้าง ไม่ได้มองที่ปฏิทินวันทำงาน เมื่อมาตรา 131 ใช้ถ้อยคำเดียวกัน การหักงวดแรกจึงควรเดินตามวันจ่าย ไม่ใช่ซอยวันตามวันที่กฎหมายมีผล

อีกคดีหนึ่งเป็นบทเรียนราคาแพงเรื่องการ ใช้ฐานค่าจ้างผิด ครับ

ข้ออ้าง

บริษัทขนส่งไม่นำ “ค่าเที่ยว” ของพนักงานขับรถมารวมเป็นฐานคำนวณเงินสมทบ เพราะเคยมีคำพิพากษาศาลแรงงานกลางว่าค่าเที่ยวไม่ใช่ค่าจ้าง บริษัทจึงเชื่อโดยสุจริต ไม่ได้จงใจฝ่าฝืน

คำวินิจฉัยศาล

ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยว่าค่าเที่ยวเป็นค่าจ้าง เมื่อนำส่งไม่ครบ กฎหมายกำหนดหน้าที่และจำนวนเงินเพิ่มไว้ชัดแจ้งและเคร่งครัด ไม่มีข้อยกเว้นไม่ว่านายจ้างจะมีเหตุผลอันสมควรหรือไม่

ผลทางกฎหมาย

บริษัทต้องนำส่งเงินสมทบเพิ่ม 5,900,234 บาท และ 5,088,464 บาท พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1441/2559)

ทั้งสามคดีเป็นคดีประกันสังคม ไม่ใช่คดีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยตรง เพราะกองทุนฯ เพิ่งเริ่มจัดเก็บจริงเดือนตุลาคม 2569 จึงยังไม่มีคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา แต่ถ้อยคำและโครงสร้างหน้าที่เหมือนกันจนใช้เทียบเคียงได้ และข้อที่ต้องระวังคือ เงินเพิ่มของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างสูงกว่า คือร้อยละ 5 ต่อเดือน ตามมาตรา 131 ครับ

🧮 เทียบสองวิธีให้เห็นตัวเลขและความเสี่ยง

  • วิธีที่ 1 — ใช้ยอดเต็มทั้งงวด (ตรงตัวบทที่สุด): ค่าจ้างที่จ่ายจริงในงวด 20,000 บาท คำนวณตามอัตราในกฎกระทรวง ได้เงินสะสมฝั่งลูกจ้าง 50 บาท และนายจ้างสมทบอีก 50 บาท ตั้งในระบบเงินเดือนครั้งเดียวใช้ได้ตลอด ไม่มีงวดพิเศษให้จำ
  • วิธีที่ 2 — เฉลี่ยเฉพาะ 1–25 ตุลาคม: 20,000 ÷ 30 × 25 = 16,666.67 บาท ได้ยอดหัก 41.67 บาท (หมายเหตุ: ข้อมูลที่แชร์กันในกลุ่ม HR หลายฉบับพิมพ์ยอดนี้เป็น 16,666.75 ซึ่งคำนวณคลาดเคลื่อน ตัวเลขที่ถูกคือ 16,666.67 ครับ)
  • ส่วนต่างคือความเสี่ยง ไม่ใช่การประหยัด: ต่างกันราว 8 บาทต่อคนในงวดเดียว แต่ถ้ามีพนักงาน 50 คน แล้วภายหลังถูกชี้ว่าต้องใช้ยอดเต็ม ส่วนที่ขาดทั้งฝั่งลูกจ้างและฝั่งนายจ้างจะตกเป็นภาระของนายจ้างทั้งหมด บวกเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน และมาตรา 131 วรรคสาม ปิดทางไม่ให้อ้างว่าหักจากลูกจ้างไม่ครบ
  • ในทางกลับกัน วิธีที่ 1 ไม่ได้ทำให้ลูกจ้างเสียเปรียบ: เงินสะสมที่ถูกหักไม่ได้หายไปไหน แต่เข้าบัญชีรายบุคคลของลูกจ้างเอง และตามมาตรา 133 เมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต ลูกจ้างหรือทายาทมีสิทธิรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลคืน จึงเป็นฐานที่ยุติธรรมกับทั้งสองฝ่าย

สรุปคือ วิธีที่ 1 ทั้งตรงตัวบทมากกว่า และทำให้ระบบเงินเดือนเรียบง่ายกว่า ส่วนวิธีที่ 2 เป็นการตีความที่เข้าใจได้ในเชิงเจตนา แต่กฎหมายไม่ได้เขียนรองรับไว้ และความเสี่ยงตกกับนายจ้างครับ

✅ ถ้าเจอรอบจ่ายคร่อมเดือน HR ควรทำอย่างไร

  • ตั้งกติกาในระบบว่า “วันจ่ายค่าจ้าง” คือตัวตัดสิน ไม่ใช่วันทำงาน งวดไหนจ่ายก่อน 1 ตุลาคม 2569 ยังไม่ต้องหัก งวดแรกที่จ่ายตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 ให้หักจากยอดค่าจ้างเต็มของงวดนั้น
  • ตรวจว่าเงินก้อนไหนเป็น “ค่าจ้าง” จริง ตามนิยามในมาตรา 5 คือเงินที่จ่ายตอบแทนการทำงานในเวลาทำงานปกติ ศาลดูเนื้อหาการจ่าย ไม่ได้ดูชื่อที่บริษัทตั้ง (คดี 1441/2559 คือตัวอย่างชัดเจน)
  • แจ้งพนักงานเป็นหนังสือล่วงหน้าก่อนงวดแรก ระบุฐานที่ใช้ ยอดที่หัก และเหตุผลตามมาตรา 131 ติดประกาศและแนบไปกับสลิป ลดข้อโต้แย้งได้เกือบทั้งหมด
  • ทำปฏิทินนำส่ง หักในเดือนตุลาคม 2569 ต้องนำส่งภายใน 15 พฤศจิกายน 2569 ตั้งเตือนล่วงหน้าอย่างน้อย 5 วัน
  • เก็บหลักฐานให้ครบทุกชั้น บันทึกเวลาเข้าออก ใบสรุปค่าจ้างรายงวด และรายการหักรายบุคคล เพราะถ้าพนักงานตรวจแรงงานเข้าตรวจหรือใช้อำนาจประเมินตามมาตรา 132 เอกสารชุดนี้คือสิ่งที่ยืนยันให้เราได้
  • ถ้ายังไม่มั่นใจ ให้ถามเป็นลายลักษณ์อักษร กับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ แล้วเก็บหนังสือตอบไว้เป็นหลักฐานประกอบการตั้งระบบ

💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: เรื่องนี้สอนว่าความเสี่ยงของกฎหมายแรงงานมักไม่ได้อยู่ที่ “ตัวเลขใหญ่” แต่อยู่ที่ “การตั้งค่าตั้งต้น” ที่เราจะใช้ซ้ำทุกเดือนไปอีกหลายปี ตั้งฐานให้ถูกตั้งแต่งวดแรก แล้วเก็บหลักฐานให้ครบ คือการลงทุนที่ถูกที่สุด เพราะตัดปัญหาย้อนหลัง เงินเพิ่ม และการโต้แย้งกับพนักงานออกไปตั้งแต่ต้นทางครับ

❓ คำถามที่พบบ่อย

Qรอบจ่ายคร่อมเดือน 26–25 ต้องหักกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจากยอดไหน

หักจากยอดค่าจ้างเต็มจำนวนของงวดนั้น เพราะมาตรา 131 วรรคหนึ่ง ผูกหน้าที่หักไว้กับ “ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง” ไม่ได้ผูกกับจำนวนวันทำงาน และไม่มีกฎหมายฉบับใดกำหนดให้เฉลี่ยงวดแรกเป็นรายวัน

Qถ้าค่าจ้างงวดเดือนกันยายน 2569 ไปจ่ายจริงวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ต้องหักหรือไม่

ตามถ้อยคำของมาตรา 131 ที่ให้ดูที่การจ่ายค่าจ้าง เมื่อจ่ายในวันที่กฎหมายมีผลแล้วและลูกจ้างเป็นสมาชิกแล้ว นายจ้างย่อมมีหน้าที่หัก แนวปฏิบัติที่ปลอดภัยคือยึดวันจ่ายเป็นหลัก และถ้าต้องการความชัดเจนสำหรับงวดแรก ให้สอบถามยืนยันกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่

Qถ้างวดแรกหักน้อยไป จะไปเรียกเก็บคืนจากลูกจ้างทีหลังได้หรือไม่

มาตรา 131 วรรคสาม เขียนห้ามไว้ชัดว่านายจ้างจะอ้างเหตุที่ไม่ได้หักหรือหักไม่ครบ เพื่อให้พ้นความรับผิดในการนำส่งไม่ได้ ส่วนที่ขาดจึงเป็นภาระของนายจ้างพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน ทางที่ประหยัดที่สุดคือตั้งฐานให้ถูกตั้งแต่งวดแรก ซึ่งโปรแกรมเงินเดือน จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน ที่ตั้งงวดจ่ายได้อิสระจะช่วยให้ตั้งค่าตามรอบจริงของบริษัทได้

💼 เตรียมระบบเงินเดือนให้พร้อมรับกฎหมายใหม่ ด้วย DigitalScan
🕐
ฐานค่าจ้างแม่น เริ่มจากบันทึกเวลาที่แม่น

เครื่องสแกนลายนิ้วมือและใบหน้าเก็บเวลาเข้าออกจริงรายคน ส่งเข้าโปรแกรมเงินเดือนโดยตรง ลดการคีย์มือที่ทำให้ฐานคำนวณเพี้ยน

📊
ตั้งงวดจ่ายได้อิสระ รองรับรอบคร่อมเดือน

สร้างงวดจ่ายตามรอบจริงของบริษัท เช่น 26 ถึง 25 พร้อมรองรับการคำนวณตามกฎหมายใหม่ โดย HR เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขเอง

💰
ซื้อขาด จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน

ได้โปรแกรมเงินเดือนพร้อมเครื่อง ไม่มีค่าบริการรายเดือนหรือรายปี พร้อมทีมช่วยตั้งค่าตอนติดตั้ง

⚖️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5211/2546, 5789/2543 และ 1441/2559 ซึ่งเป็นคดีตามพระราชบัญญัติประกันสังคม พ.ศ. 2533 มาตรา 47 และมาตรา 49 นำมาใช้เทียบเคียงการตีความถ้อยคำ “ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง” เท่านั้น ไม่ใช่คำพิพากษาในคดีกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยตรง ประกอบกับ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 130 ถึง 133 พระราชกฤษฎีกากำหนดระยะเวลาเริ่มดำเนินการจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 และกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไปแก่เจ้าของกิจการและฝ่ายบุคคล ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายรายกรณี กรณีที่มีข้อเท็จจริงเฉพาะควรหารือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่หรือที่ปรึกษากฎหมายก่อนตัดสินใจ เรียบเรียงโดย Digitalscan (บริษัท อินโนเวชั่น สแกน จำกัด) ครับ