🧾 ลูกจ้างต่างชาติ สัญญาปีต่อปี ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไหม
ต้องเข้าครับ ถ้ากิจการนั้นมีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และนายจ้างยังไม่ได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพราะ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 130 ผูกหน้าที่ไว้กับ “จำนวนลูกจ้างในกิจการ” ไม่ได้ผูกกับสัญชาติหรือรูปแบบสัญญาจ้างเลยครับ
ช่วงนี้กล่องข้อความของ HR แทบทุกบริษัทเต็มไปด้วยคำถามเดียวกัน เพราะการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างจะเริ่มจริงในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 และคำถามที่ถูกถามซ้ำที่สุดมีอยู่ 3 ข้อ คือ ลูกจ้างต่างชาติสัญญาปีต่อปีต้องยื่นไหม รอบเงินเดือนที่ตัดคร่อมเดือนต้องส่งงวดไหน และต้องเตรียมเอกสารอะไรนอกจากแบบ สกล.3 บทความนี้ตอบทีละข้อจากตัวบทกฎหมายจริงครับ
⚖️ กรณีศึกษา: เชฟต่างชาติ ทำสัญญาปีต่อปี ต่อสัญญา 4 ครั้ง
ก่อนจะเข้าเรื่องกองทุน มีคดีหนึ่งที่อธิบายได้ชัดว่า “สัญชาติ” และ “สัญญาปีต่อปี” ไม่ได้ทำให้คนคนหนึ่งพ้นจากสถานะลูกจ้างตามกฎหมายไทย
ลูกจ้างเป็นชาวต่างชาติ ตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัว ทำสัญญาจ้างแบบมีกำหนดระยะเวลาและต่อสัญญาเรื่อยมา เมื่อครบกำหนดจึงเป็นการสิ้นสุดสัญญาตามที่ตกลงกัน ทั้งในสัญญายังระบุว่านายจ้างไม่ต้องจ่ายเงินอื่นใดนอกเหนือจากที่ระบุไว้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16006/2553 วางหลักว่า ข้อสัญญาจ้างแรงงานที่มีวัตถุประสงค์เพื่อหลีกเลี่ยงไม่จ่ายค่าชดเชยตามสิทธิที่ลูกจ้างพึงได้ตาม มาตรา 118 เป็นข้อสัญญาที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงตกเป็นโมฆะ บังคับไม่ได้
นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชย 828,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และยังต้องจ่ายเงินเพิ่มจากค่าจ้างเดือนสุดท้ายที่ตั้งเงื่อนไขให้ลูกจ้างเซ็นสละสิทธิก่อนจึงจะยอมจ่าย
บทเรียนสำหรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง: เมื่อคนคนหนึ่งมีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” แล้ว สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานจะตามมาทั้งชุด ไม่ว่าจะถือพาสปอร์ตประเทศไหน หรือเซ็นสัญญาไว้กี่ฉบับก็ตามครับ
🌏 คำถามที่ 1: ลูกจ้างต่างชาติ คอนแทรกต์ปีต่อปี ต้องยื่นไหม
- เกณฑ์ตัวจริงคือจำนวนคน ไม่ใช่สัญชาติ — มาตรา 130 วรรคหนึ่ง กำหนดว่า “ให้ลูกจ้างสำหรับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่สิบคนขึ้นไปเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง” ไม่มีถ้อยคำใดแยกสัญชาติ ไทย เมียนมา ลาว กัมพูชา ญี่ปุ่น หรือยุโรป อยู่ในเกณฑ์เดียวกันหมด
- นิยาม “ลูกจ้าง” ตามมาตรา 5 คือผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้าง ไม่ได้แบ่งตามรูปแบบสัญญา ลูกจ้างรายวัน รายเดือน ชั่วคราว หรือสัญญามีกำหนดระยะเวลาแน่นอน ล้วนเป็นลูกจ้างทั้งสิ้น
- ข้อยกเว้นอยู่ที่มาตรา 130 วรรคสอง — ไม่ใช้บังคับแก่กิจการที่นายจ้างได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ หรือจัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างกรณีออกจากงานหรือตาย ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในกฎกระทรวง
- กรณีมี PVD แต่ครอบคลุมไม่ครบทุกคน — แนวปฏิบัติที่เผยแพร่กันคือพนักงานกลุ่มที่ไม่ได้เป็นสมาชิก PVD ต้องถูกจัดให้เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง จุดนี้ควรยืนยันกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ก่อนยื่นจริง เพราะตัวบทเขียนไว้ในระดับ “กิจการ”
- กิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่า 10 คน — มาตรา 130 วรรคสาม ระบุว่าจะใช้บังคับเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ตอนนี้จึงยังไม่อยู่ในบังคับ แต่ถ้าลูกจ้างประสงค์จะเข้าและนายจ้างยินยอม ก็สมัครเข้าได้ตามวรรคสี่ (ใช้แบบ สกล.3/1)
📅 คำถามที่ 2: ตัดรอบ 26 ชน 25 งวดแรกส่งเมื่อไหร่
- กฎหมายยึด “วันจ่ายค่าจ้าง” ไม่ใช่ “วันตัดรอบ” — มาตรา 131 วรรคหนึ่ง เขียนว่า ทุกครั้งที่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้ลูกจ้างจ่ายเงินสะสมโดยนายจ้างหักจากค่าจ้าง และนายจ้างจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ดังนั้นให้ดูที่วันที่เงินออกจากบัญชีบริษัทจริง
- รอบ 26 ก.ย. – 25 ต.ค. 2569 ที่จ่ายจริงปลายเดือนตุลาคม ถือเป็นการจ่ายค่าจ้างในเดือนตุลาคม จึงต้องนำส่งภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2569 ตามที่เข้าใจไว้ถูกต้องแล้วครับ (กำหนดนำส่งคือภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายค่าจ้าง)
- ส่วนค่าจ้างของวันที่ 26–30 กันยายน 2569 ที่คร่อมมาก่อนวันกฎหมายมีผล ยังไม่มีแนวปฏิบัติที่ประกาศชัดว่าให้เฉลี่ยตัดออกหรือคิดทั้งก้อน ควรโทรยืนยันกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทร 0 2660 2059 ก่อนปิดงวดแรก
- จ่ายเงินเดือนช้าไม่ช่วยให้เลื่อนนำส่ง — มาตรา 131 วรรคสอง ระบุว่าถ้านายจ้างไม่จ่ายค่าจ้างตามกำหนดเวลาที่ต้องจ่าย นายจ้างยังมีหน้าที่นำส่งเงินสะสมและเงินสมทบ โดยถือเสมือนว่ามีการจ่ายค่าจ้างแล้ว
- ส่งช้าหรือส่งขาดมีเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือน ของยอดที่ยังไม่ได้นำส่ง เศษของเดือนถ้าถึง 15 วันให้นับเป็น 1 เดือน น้อยกว่านั้นปัดทิ้ง และห้ามนายจ้างอ้างว่าลืมหักค่าจ้างเพื่อให้พ้นความรับผิด ตามมาตรา 131 โดยตรง
- ถ้ายังไม่ส่ง พนักงานตรวจแรงงานจะมีคำเตือนเป็นหนังสือให้ชำระภายในไม่น้อยกว่า 30 วัน (มาตรา 132) และถ้าไม่ทราบยอดค่าจ้างแน่ชัดก็มีอำนาจประเมินได้ ขั้นสุดท้ายตามมาตรา 136 คือยึด อายัด และขายทอดตลาดทรัพย์สิน
📄 คำถามที่ 3: ยื่นออนไลน์ได้เลยไหม เตรียมอะไรบ้าง
ชุดแบบฟอร์มของกองทุนมี 4 ตัว และแต่ละตัวมีที่มาจากคนละวรรคของมาตรา 130 ครับ
- สกล.3 แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง สำหรับกิจการที่อยู่ในบังคับ (มาตรา 130 วรรคห้า)
- สกล.3/1 สำหรับกิจการที่ไม่อยู่ในบังคับ แต่ลูกจ้างประสงค์เข้าโดยนายจ้างยินยอม (วรรคสี่)
- สกล.3/2 แบบแจ้งเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไขรายชื่อลูกจ้าง ใช้เมื่อมีคนเข้า-ออก (วรรคหก)
- สกล.4 หนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียน ที่กรมฯ ออกให้หลังรับแบบรายการแล้ว
เอกสารที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า:
- หนังสือรับรองนิติบุคคล สำหรับสมัครใช้งานระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
- ไฟล์รายชื่อลูกจ้างตามเทมเพลตของกรมฯ — ชื่อ-นามสกุล เลขบัตรประชาชนหรือเลขหนังสือเดินทางสำหรับลูกจ้างต่างชาติ สัญชาติ อัตราค่าจ้าง และวันที่เริ่มงาน
- รายชื่อพนักงานที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพื่อยืนยันกลุ่มที่ได้รับยกเว้น
- หนังสือมอบอำนาจ กรณีผู้ดำเนินการไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม
💡 จุดที่หลาย HR ยังไม่รู้: มาตรา 130 วรรคท้าย เขียนไว้ว่า ผู้ซึ่งได้ยื่นแบบรายการหรือแจ้งขอเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบรายการตามกฎหมายว่าด้วยการประกันสังคมแล้ว ให้ถือว่าได้ปฏิบัติตามวรรคห้า วรรคหก และวรรคเจ็ดของมาตรานี้แล้ว แปลว่าข้อมูลลูกจ้างที่แจ้งประกันสังคมไว้ถูกต้องครบถ้วนอยู่แล้ว จะช่วยลดงานเอกสารของกองทุนไปได้มาก ทะเบียนลูกจ้างที่อัปเดตตลอดจึงคุ้มค่ากว่าที่คิดครับ
ส่วนวันเปิดระบบ e-Service ให้ยื่นออนไลน์นั้น ณ วันที่เผยแพร่บทความนี้ ยังไม่พบประกาศทางการที่ยืนยันวันเปิดระบบที่แน่นอน แนะนำให้โทรเช็กกับกลุ่มงานกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง โทร 0 2660 2059 หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ก่อนครับ
💰 ต้องจ่ายค่าจ้างเท่าไหร่ถึงเริ่มส่ง และ “ค่าจ้าง” คืออะไร
- ไม่มีขั้นต่ำ ไม่มีเพดาน — มาตรา 131 ให้คิดจาก “ค่าจ้าง” ที่จ่ายจริงทุกครั้งที่มีการจ่าย ต่างจากประกันสังคมที่กำหนดฐานค่าจ้างขั้นต่ำและขั้นสูงไว้ ลูกจ้างที่ทำงานแค่ไม่กี่วันแล้วได้ค่าจ้างตามสัดส่วน ก็ต้องคำนวณนำส่งตามยอดนั้น
- เพดานตามกฎหมายแม่ — มาตรา 131 กำหนดว่าอัตราเงินสะสมและเงินสมทบให้เป็นไปตามกฎกระทรวง แต่ต้องไม่เกินร้อยละห้าของค่าจ้าง
- อัตราที่ใช้จริงในช่วงแรก ตามกฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 คือฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง ระหว่าง 1 ตุลาคม 2569 ถึง 30 กันยายน 2574 จากนั้นปรับเป็นฝ่ายละ 0.50% ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2574
- “ค่าจ้าง” ตามมาตรา 5 คือเงินที่นายจ้างและลูกจ้างตกลงจ่ายเป็นค่าตอบแทนในการทำงานตามสัญญาจ้างสำหรับระยะเวลาการทำงานปกติ ตัวตัดสินคือลักษณะการจ่าย ไม่ใช่ชื่อที่ตั้งไว้บนสลิป
- ตัวอย่างจากศาล — คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2527 วินิจฉัยว่าเงินเพิ่มที่จ่ายให้ลูกจ้างที่ไม่ขาดงาน ถ้าขาดงานก็ลดลงตามส่วน เป็นเงินตอบแทนความขยันหรือที่เรียกว่าเบี้ยขยัน ไม่ใช่การตอบแทนการทำงานโดยตรง แม้ข้อตกลงจะเรียกเงินนั้นว่า “ค่าจ้าง” ก็ไม่ใช่ค่าจ้างตามกฎหมาย
- แต่อย่าเหมารวม — คดีนี้วินิจฉัยตามประกาศกระทรวงมหาดไทยก่อนมี พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และผลของแต่ละคดีขึ้นกับเงื่อนไขการจ่ายที่ต่างกัน เงินที่จ่ายเป็นจำนวนแน่นอนทุกงวดโดยไม่ผูกเงื่อนไขใด ๆ มีโอกาสสูงที่จะถูกถือเป็นค่าจ้าง จึงควรตั้งรายการรายได้ในระบบเงินเดือนให้แยกชัดตั้งแต่ต้น
✅ เช็กลิสต์ 6 ข้อ ที่ HR ควรทำให้เสร็จก่อน 1 ตุลาคม 2569
- นับหัวลูกจ้างในกิจการให้ชัด ว่าถึง 10 คนหรือยัง โดยนับรวมลูกจ้างทุกสัญชาติและทุกรูปแบบสัญญา ไม่ใช่นับเฉพาะพนักงานประจำคนไทย
- แยกบัญชีรายชื่อ 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่เป็นสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กับกลุ่มที่ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง แล้วเก็บหลักฐานยืนยันไว้ให้ตรวจสอบได้
- ทวนทะเบียนลูกจ้างและข้อมูลประกันสังคมให้ตรงกัน เพราะข้อมูลที่แจ้งประกันสังคมไว้แล้วมีผลต่อการขึ้นทะเบียนกองทุนตามมาตรา 130 วรรคท้าย
- ล็อกปฏิทินนำส่งไว้ที่วันที่ 15 ของทุกเดือน โดยยึดเดือนที่จ่ายค่าจ้างจริงเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เดือนที่ตัดรอบ
- รีวิวรายการรายได้บนสลิปทั้งหมด ว่ารายการไหนเป็นค่าจ้าง รายการไหนเป็นสวัสดิการ แล้วบันทึกเหตุผลไว้เป็นลายลักษณ์อักษร เผื่อวันที่ต้องชี้แจง
- เลิกคำนวณด้วยมือในไฟล์ Excel ที่ไม่มี Log เพราะยอดนำส่งผิดครั้งเดียวมีเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนตามมา และกฎหมายไม่รับฟังข้ออ้างว่าลืมหัก
💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไม่ใช่ภาระที่หนัก แต่เป็นงานที่ “ผิดไม่ได้บ่อย ๆ” เพราะมันเกาะอยู่กับค่าจ้างทุกงวดของทุกคน สิ่งที่คุ้มที่สุดตอนนี้จึงไม่ใช่การรอดูว่าคนอื่นทำยังไง แต่คือการทำให้ข้อมูลเวลาทำงานและฐานค่าจ้างของบริษัทถูกต้องตั้งแต่ต้นทาง แล้วงวดต่อ ๆ ไปจะเดินเองได้อย่างสบายใจครับ
❓ คำถามที่พบบ่อย
Qบริษัทมีลูกจ้าง 8 คน ต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างไหม
ยังไม่อยู่ในบังคับครับ เพราะมาตรา 130 วรรคหนึ่ง ใช้กับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ส่วนกิจการที่มีลูกจ้างน้อยกว่านั้น วรรคสามระบุว่าจะใช้บังคับเมื่อใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา อย่างไรก็ตาม ถ้าลูกจ้างประสงค์จะเข้าและนายจ้างยินยอม ก็สมัครเข้าได้ตามวรรคสี่ และเมื่อจำนวนลูกจ้างเพิ่มถึงเกณฑ์เมื่อไหร่ หน้าที่จะเกิดทันที
Qลูกจ้างลาออกเอง จะได้เงินที่สะสมไว้คืนไหม
ได้ครับ มาตรา 133 กำหนดว่าในกรณีที่ลูกจ้างออกจากงาน ให้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจ่ายเงินส่วนที่เป็นเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผลของเงินดังกล่าวให้แก่ลูกจ้าง โดยไม่ได้แยกว่าลาออกเองหรือถูกเลิกจ้าง และถ้าลูกจ้างเสียชีวิตโดยไม่ได้ระบุผู้รับผลประโยชน์ไว้ กฎหมายให้จ่ายแก่บุตร สามี ภรรยา บิดา มารดา ที่มีชีวิตอยู่ คนละส่วนเท่า ๆ กัน
Qถ้าลืมหักเงินสะสมจากลูกจ้างไปแล้วหนึ่งงวด ต้องทำอย่างไร
นายจ้างยังมีหน้าที่นำส่งเงินให้ครบครับ เพราะมาตรา 131 ห้ามนายจ้างอ้างเหตุที่ไม่ได้หักค่าจ้างหรือหักไปแล้วแต่ไม่ครบ เพื่อให้พ้นความรับผิดที่ต้องนำส่งเงินดังกล่าว และถ้าส่งล่าช้าจะมีเงินเพิ่มร้อยละ 5 ต่อเดือนของยอดที่ค้าง ทางที่ปลอดภัยกว่าคือให้ระบบคำนวณและเก็บประวัติการแก้ไขไว้ทุกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่โปรแกรมเงินเดือน จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน ของ Digitalscan ทำไว้ให้ตั้งแต่ต้น
สแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้า แล้วดึงข้อมูลเข้าโปรแกรมผ่าน Wi-Fi, LAN หรือ USB ลดข้อพิพาทเรื่องชั่วโมงทำงานตั้งแต่ต้นทาง
รองรับการคำนวณตามกฎหมายใหม่ พร้อมออก สปส.1-10, ภ.ง.ด.1, ภ.ง.ด.1ก, หนังสือรับรอง 50 ทวิ และทะเบียนลูกจ้าง โดย HR เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขเองเพื่อให้ตรงหน้างานจริง
ได้ทั้งเครื่องสแกนและโปรแกรมเงินเดือน ประกันตัวเครื่อง 2 ปี พร้อมทีม Help Desk คนไทยดูแลผ่านรีโมตฟรีตลอดอายุการใช้งาน
⚖️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้เรียบเรียงจากพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 หมวด 13 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (มาตรา 126–138) กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2567 ประกอบคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 16006/2553 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 958/2527 เพื่อเป็นความรู้ทั่วไปสำหรับเจ้าของกิจการและ HR เท่านั้น ไม่ใช่ความเห็นทางกฎหมายรายกรณี ผลของแต่ละคดีขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงเฉพาะเรื่อง และอัตราหรือกำหนดเวลาอาจเปลี่ยนแปลงตามประกาศของทางราชการ กรณีมีข้อสงสัยโปรดตรวจสอบกับกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน โทร 0 2660 2059 หรือปรึกษาทนายความ · เผยแพร่โดย บริษัท อินโนเวชั่น สแกน จำกัด (Digitalscan)

