ตั้งกฏไม่แจ้งลาก่อน 8 โมง ถือว่าขาดงานได้ไหม? ฎีกาตอบชัด

⏰ ตั้งกฎว่า “ไม่แจ้งลาก่อน 08:00 น. ถือว่าขาดงาน” ทำได้หรือไม่

คำถามนี้เจ้าของกิจการถามเข้ามาบ่อยมากครับ เพราะเจอสถานการณ์เดิมซ้ำ ๆ คือเวลาเริ่มงาน 08:00 น. แต่พนักงานเงียบหาย ไม่โทร ไม่ไลน์ ไม่มีใครติดต่อได้ แล้วโผล่มาตอนสาย ๆ พอจะลงโทษก็ไม่กล้า เพราะกลัวว่าถ้าตัดสินผิดฐาน จะกลายเป็นเลิกจ้างไม่เป็นธรรมย้อนกลับมาหาตัวเอง

คำตอบสั้น ๆ

ตั้งได้ครับ นายจ้าง มีอำนาจกำหนดว่าการลาต้องแจ้งและได้รับอนุมัติก่อนเวลาเริ่มงาน และถ้าไม่ทำตาม ให้ถือเป็นการหยุดงานโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ต้องเขียนแยกให้ชัดว่า ถ้าพนักงานเข้ามาทำงานจริงในวันนั้น ให้ถือเป็น “มาสาย” ไม่ใช่ “ขาดงานทั้งวัน” เพราะการนับผิดฐานคือจุดที่นายจ้างแพ้คดีมากที่สุดครับ

⚖️ กรณีศึกษาจริง: ฎีกาที่ 2771/2530 — ระเบียบที่เขียนดี ช่วยนายจ้างชนะคดี

คดีนี้ตอบคำถามข้างต้นได้ตรงที่สุด เพราะนายจ้างออกคำสั่งเรื่องการลาไว้ล่วงหน้าว่า ต้องเขียนใบลาขออนุญาตก่อนจึงจะหยุดได้ ถ้าลาโดยไม่ได้รับอนุญาตให้ถือว่าขาดงาน และเปิดช่องกรณีเร่งด่วนไว้ว่าให้แจ้งเหตุทันทีด้วยวิธีใดก็ได้ แล้วยื่นใบลาในวันแรกที่กลับเข้าทำงาน

ข้อเท็จจริง

ลูกจ้างไม่มาทำงานตั้งแต่วันที่ 8 ถึง 15 พฤศจิกายน โดย 2 วันแรกหยุดเฉย ๆ ไม่ได้ลา วันต่อ ๆ มาโทรศัพท์แจ้งลากิจและลาป่วย และเมื่อกลับมาทำงานก็ไม่ได้ยื่นใบลาตามระเบียบ

ศาลวินิจฉัย

การโทรแจ้งเพียงอย่างเดียวโดยไม่ยื่นใบลาและไม่ได้รับอนุญาต ยังถือไม่ได้ว่าเป็นการลา พฤติการณ์ทั้งหมดจึงเป็นการขาดงาน เข้าข่ายละทิ้งหน้าที่ 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร

ผลทางกฎหมาย

นายจ้างเลิกจ้างได้โดย ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ต้องจ่ายสินจ้างแทนการบอกกล่าวล่วงหน้า และไม่ต้องจ่ายค่าจ้างวันที่ขาดงาน แต่ศาลยังให้จ่ายค่าจ้าง เพิ่มอีก 1 วัน เพราะวันหยุดก่อนวันเลิกจ้าง เขายังมีสถานะเป็นลูกจ้างอยู่

สิ่งที่ทำให้นายจ้างชนะไม่ใช่ความเข้มงวด แต่คือ ระเบียบที่เขียนไว้ก่อนเกิดเหตุ ชัดเจน และมีหลักฐานว่าลูกจ้างไม่ได้ทำตาม ครับ

🚧 เส้นแบ่งสำคัญ: หลัง 08:00 น. เขา “มา” หรือ “ไม่มา”

ตรงนี้คือหัวใจของคำถาม และเป็นจุดที่หลายบริษัทเขียนระเบียบพลาดโดยไม่รู้ตัว

  • ไม่มาทำงานทั้งวัน และไม่ได้ลาถูกระเบียบ → เป็น “ขาดงาน” เต็มวัน ไม่จ่ายค่าจ้างวันนั้นได้ และนับสะสมเข้าฐานละทิ้งหน้าที่ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 119 (5) ได้
  • เข้ามาทำงานจริง แม้จะ 09:00 หรือ 10:00 น. → เป็น “มาสาย” ซึ่งเป็นความผิดวินัยคนละฐาน วันนั้น ยังเป็นวันทำงาน จะนับรวมเป็นละทิ้งหน้าที่ 3 วันติดต่อกันไม่ได้ เพราะฐานนี้ต้องเป็นการไม่มาทำงานทั้งวันจริง ๆ (เทียบ ฎีกาที่ 3130/2525 ที่ย้ำว่าต้องครบ 3 วันทำงานติดต่อกันโดยไม่มีเหตุอันสมควร)
  • กับดักที่พบบ่อย → เขียนระเบียบว่า “มาหลัง 08:00 น. โดยไม่แจ้งลา ถือว่าขาดงาน 1 วัน ไม่จ่ายค่าจ้างทั้งวัน” ทั้งที่เขาทำงานจริง 7 ชั่วโมง การไม่จ่ายส่วนที่เขาทำงานแล้วเข้าข่ายหักค่าจ้างซึ่งต้องห้ามตาม มาตรา 76 และศาลตีความข้อยกเว้นอย่างเคร่งครัด (เทียบ ฎีกาที่ 1458/2548)
  • อย่าปิดตายกรณีฉุกเฉิน → ป่วยกะทันหัน อุบัติเหตุ น้ำท่วม หากระเบียบไม่เปิดช่องเลย ศาลมักมองว่าลูกจ้าง “มีเหตุอันสมควร” แล้วนายจ้างยังต้องจ่ายค่าชดเชยอยู่ดี ตัวอย่างคือ ฎีกาที่ 4367/2530 ที่ลูกจ้างขอลาแล้วไม่อนุญาต แต่หยุดไปจัดงานสมรสของบุตรสาวตามประเพณีท้องถิ่น ศาลให้จ่ายค่าชดเชย
  • หนังสือเตือนต้องตรงฐาน → เตือนเรื่องมาสาย ใช้อ้างว่าทำผิดซ้ำเรื่องขาดงานไม่ได้ (เทียบ ฎีกาที่ 4293/2540) และหนังสือเตือนมีผลบังคับไม่เกิน 1 ปีนับแต่วันที่ลูกจ้างกระทำผิด ตามมาตรา 119 (4)

📝 ตัวอย่างถ้อยคำระเบียบที่รัดกุมกว่า

ถ้าจะตั้งกฎ 08:00 น. ให้ใช้ได้จริงในชั้นศาล แนะนำให้เขียนเป็น 3 วรรคแบบนี้ครับ

  • วรรค 1 — กำหนดขั้นตอน: พนักงานที่ประสงค์จะลา ต้องยื่นใบลาและได้รับอนุมัติจากผู้บังคับบัญชา ก่อนเวลาเริ่มงาน 08:00 น.
  • วรรค 2 — เปิดช่องฉุกเฉิน: หากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจนไม่อาจแจ้งล่วงหน้าได้ ให้แจ้งผู้บังคับบัญชาโดยวิธีใดก็ได้ทันทีที่ทำได้ และ ต้องยื่นใบลาในวันแรกที่กลับเข้าทำงาน
  • วรรค 3 — ผลของการไม่ปฏิบัติตาม: การหยุดงานโดยไม่ปฏิบัติตามวรรคก่อน ถือเป็นการหยุดงานโดยไม่ได้รับอนุญาต บริษัทจะไม่จ่ายค่าจ้างสำหรับเวลาที่ไม่ได้ทำงาน และถือเป็นความผิดทางวินัย
  • วรรค 4 — แยกฐานมาสายให้ชัด (สำคัญที่สุด): กรณีพนักงานเข้าทำงานภายหลังเวลาเริ่มงานโดยไม่ได้แจ้งลา ถือเป็นการมาทำงานสาย และบริษัทจะไม่จ่ายค่าจ้างตามสัดส่วนเวลาที่มาสาย
  • วรรค 5 — ลำดับโทษ: ระบุขั้นตอนลงโทษไว้ล่วงหน้า เช่น ตักเตือนด้วยวาจา แล้วหนังสือเตือน แล้วพักงาน แล้วเลิกจ้าง พร้อมเกณฑ์จำนวนครั้งที่ชัดเจน

วรรค 4 คือประโยคที่หลายบริษัทลืม ทั้งที่เป็นตัวปิดช่องไม่ให้ฝ่ายลูกจ้างอ้างว่าบริษัทลงโทษเกินกว่าเหตุ และทำให้ระเบียบทั้งฉบับใช้บังคับได้จริงครับ

✅ เช็กลิสต์ก่อนประกาศใช้

  • บรรจุหมวดวันลา หลักเกณฑ์การลา และวินัยกับโทษทางวินัย ไว้ในข้อบังคับเกี่ยวกับการทำงานให้ครบตาม มาตรา 108
  • ประกาศให้ลูกจ้างรับทราบเป็นลายลักษณ์อักษร และเก็บหลักฐานการรับทราบไว้ทุกคน เพราะกฎที่ไม่เคยประกาศ ใช้ลงโทษย้อนหลังไม่ได้
  • สงวนคำว่า “ขาดงาน” ไว้ใช้เฉพาะกรณีไม่มาทำงานทั้งวันเท่านั้น อย่าใช้ปนกับกรณีมาสาย
  • ออกหนังสือเตือนแยกตามฐานความผิด และระบุวันที่กระทำผิดให้ชัด เพราะอายุคำเตือนคือ 1 ปี
  • เก็บบันทึกเวลาเข้า-ออกที่ระบุตัวบุคคลได้จริงและแก้ไขย้อนหลังไม่ได้ เพราะภาระพิสูจน์ว่าลูกจ้างไม่มาทำงานอยู่ที่นายจ้าง
  • เรื่องเงิน ให้ยึดหลักไม่จ่ายตามสัดส่วนเวลาที่ไม่ได้ทำงาน แทนการตั้งค่าปรับเป็นจำนวนเงินตายตัว

💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: นายจ้างที่แพ้คดีส่วนใหญ่ไม่ได้แพ้เพราะกฎเข้มเกินไป แต่แพ้เพราะพิสูจน์ไม่ได้ว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นจริง สมุดเซ็นชื่อที่เขียนแทนกันได้ หรือไฟล์ที่แก้ทีหลังได้ มักถูกโต้แย้งในชั้นศาล ระเบียบที่เขียนดีจึงต้องมาคู่กับหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ทั้งสองอย่างนี้คือเกราะป้องกันของนายจ้างเอง ไม่ใช่แค่เครื่องมือจับผิดลูกจ้างครับ

❓ คำถามที่พบบ่อย

Qพนักงานไม่แจ้งอะไรเลย แล้วมาถึงที่ทำงาน 10:00 น. หักค่าจ้างทั้งวันได้ไหม

ไม่ได้ครับ เพราะเขาทำงานจริงตั้งแต่ 10:00 น. เป็นต้นไป การไม่จ่ายค่าจ้างส่วนที่เขาทำงานแล้วเข้าข่ายหักค่าจ้างซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 76 สิ่งที่ทำได้คือไม่จ่ายตามสัดส่วน 2 ชั่วโมงที่หายไป และลงโทษทางวินัยฐานมาสายตามลำดับที่ระเบียบกำหนด

Qพนักงานโทรมาลาป่วยตอนเช้า แต่ไม่เคยยื่นใบลา นับเป็นขาดงานได้ไหม

ได้ครับ ถ้าข้อบังคับเขียนไว้ชัดว่าต้องยื่นใบลาในวันแรกที่กลับเข้าทำงาน ซึ่งตรงกับแนวฎีกาที่ 2771/2530 แต่ระเบียบนั้นต้องเคยประกาศให้ลูกจ้างทราบแล้วจริง และการลาป่วยตั้งแต่ 3 วันทำงานขึ้นไป นายจ้างมีสิทธิขอใบรับรองแพทย์ตามมาตรา 32

Qถ้าลูกจ้างเถียงว่ามาทำงานแล้ว แต่บริษัทไม่มีหลักฐาน จะสู้อย่างไร

ต้องอาศัยบันทึกเวลาที่ระบุตัวตนได้และแก้ไขย้อนหลังไม่ได้ เช่น เครื่องสแกนลายนิ้วมือ DST168W หรือ เครื่องสแกนใบหน้า ฝ่ามือ WP800 ที่เก็บเวลาเข้า-ออกเป็นรายวินาที แล้วส่งเข้า โปรแกรมเงินเดือน จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน เพื่อออกรายงานสาย ขาด ลา ประกอบหนังสือเตือนหรือสำนวนคดีครับ

💼 ระเบียบรัดกุม + หลักฐานชัด ให้ Digitalscan ช่วยเก็บข้อมูลแทนคุณ
🕒
รู้ชัดว่าใครมา ใครไม่มา กี่โมง

สแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้า ระบุตัวบุคคลได้จริง ลดปัญหาเซ็นชื่อแทนกันและการแก้ข้อมูลย้อนหลัง

📊
แยกสายกับขาดงานออกจากกัน

ออกรายงานย้อนหลังใช้ประกอบหนังสือเตือนได้ทันที โดย HR เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขเวลาและการคำนวณเอง

🔒
ซื้อขาด จ่ายครั้งเดียว ไม่มีค่ารายเดือน

ข้อมูลพนักงานเก็บในเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเอง สอดคล้องแนวทาง PDPA ส่วนระบบคลาวด์เป็นทางเลือกเสริมหากต้องการ

⚖️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2771/2530 และ 4367/2530 ซึ่งตรวจสอบเนื้อหาคำพิพากษาจากฐานข้อมูล deka.in.th ประกอบกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3130/2525, 4293/2540 และ 1458/2548 พร้อมพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 32, 76, 108 และ 119 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 583 คำพิพากษาบางฉบับวินิจฉัยภายใต้ประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ซึ่งเป็นกฎหมายก่อนพระราชบัญญัติฉบับปัจจุบัน แต่หลักการยังใช้เทียบเคียงได้ ตัวอย่างถ้อยคำระเบียบในบทความเป็นแนวทางทั่วไป ควรปรับให้เข้ากับลักษณะงานของแต่ละกิจการ เนื้อหาทั้งหมดเป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษาทางกฎหมายรายกรณี แนะนำให้ปรึกษาทนายความหรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดก่อนประกาศใช้ครับ เรียบเรียงโดย Digitalscan (บริษัท อินโนเวชั่น สแกน จำกัด)