💬 พนักงานแจ้งว่า “เดือนนี้ไม่พร้อมจ่าย กยศ.” HR ควรหยุดหักให้ไหม?
เป็นคำถามที่ HR หลายบริษัทเจอจริง พนักงานเดินมาบอกว่าช่วงนี้เงินไม่พอ ขอไม่ให้หักหนี้ กยศ. จากเงินเดือนก่อน ฝั่ง HR ก็อยากช่วย แต่ไม่แน่ใจว่าถ้ายอมแล้วบริษัทจะมีปัญหาตามมาหรือเปล่าครับ
บทความนี้สรุปจากพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับปัจจุบัน และคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทั้งนายจ้างและพนักงานเห็นภาพเดียวกันว่า ใครมีหน้าที่อะไร และทางออกที่ถูกต้องอยู่ตรงไหน ครับ
หยุดหักเองไม่ได้ครับ เพราะ พ.ร.บ.กยศ. มาตรา 51 กำหนดให้นายจ้าง “มีหน้าที่” หักเงินเดือนลูกจ้างตามยอดที่กองทุนแจ้ง ถ้าไม่หักหรือหักไม่ครบ นายจ้างต้องรับผิดจ่ายเงินส่วนนั้นเอง พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน ทางออกที่ถูกคือให้พนักงานยื่นขอผ่อนผันหรือระงับการชำระกับ กองทุนโดยตรง แล้วนายจ้างหักตามยอดที่กองทุนแจ้งใหม่ครับ
📌 ตัวเลขที่นายจ้างและพนักงานควรรู้
⚖️ กรณีศึกษา: หักค่าจ้างได้ ต้องมี “กฎหมาย” รองรับจริง
ยังไม่มีฎีกาที่ตัดสินเรื่อง “ลูกจ้างขอไม่ให้หัก กยศ.” โดยตรง เพราะมาตรา 51 ฉบับปัจจุบันเพิ่งแก้ไขเมื่อปี 2566 แต่มีฎีกาที่วางหลักสำคัญว่า การหักค่าจ้างโดยไม่ต้องขอความยินยอมลูกจ้างนั้น ต้องเป็นการหักที่มี กฎหมายบัญญัติไว้จริง เท่านั้นครับ
นายจ้างหักค่าที่พัก ค่าน้ำไฟ ค่าอาหาร ค่าตรวจสุขภาพ และค่าใบอนุญาตทำงานของแรงงานต่างด้าวจากค่าจ้าง โดยอ้างว่าเป็นเงินที่ลูกจ้างต้องจ่ายตามกฎหมาย และทำตามหนังสือขอความร่วมมือจากหน่วยงานราชการ
หนังสือขอความร่วมมือจากราชการ ไม่ใช่กฎหมาย เงินเหล่านี้จึงไม่ใช่ “เงินอื่นตามที่มีกฎหมายบัญญัติไว้” ตาม ม.76(1) และเมื่อนายจ้างได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่ายนั้นด้วย ก็ไม่ใช่สวัสดิการเพื่อลูกจ้างฝ่ายเดียวตาม ม.76(3)
นายจ้างหักเงินดังกล่าวไม่ได้ ต้องจ่ายค่าจ้างและเงินที่เกี่ยวข้องให้ลูกจ้าง 85 คน รวม 484,452.03 บาท (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9384/2558)
บทเรียนจากคดีนี้ใช้กับเรื่อง กยศ. ได้ตรง ๆ ครับ การหักหนี้ กยศ. ต่างจากคดีนี้ตรงที่มี พระราชบัญญัติบัญญัติหน้าที่ไว้โดยตรง (มาตรา 51) จึงเข้าข้อยกเว้น ม.76(1) พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน นายจ้างหักได้โดยไม่ต้องขอความยินยอมเพิ่ม และในทางกลับกัน นายจ้างก็ เลือกไม่หักไม่ได้ เพราะเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่ใช่ข้อตกลงที่ยกเลิกกันเองได้ครับ
📘 สิ่งที่นายจ้างและ HR ต้องเข้าใจ
- หักเป็นหน้าที่ ไม่ใช่ทางเลือก: มาตรา 51 วรรคหนึ่ง ให้ผู้จ่ายเงินเดือน (ทั้งภาครัฐและเอกชนที่อยู่ในเกณฑ์ที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด) มีหน้าที่หักเงินเดือนลูกจ้างที่เป็นผู้กู้ ตามจำนวนที่กองทุนแจ้ง แล้วนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนดเวลานำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย
- ลูกจ้างให้ความยินยอมไว้แล้วตั้งแต่ทำสัญญากู้: มาตรา 42 กำหนดให้ผู้กู้ยินยอมให้ผู้จ่ายเงินได้หักเงินเดือนตั้งแต่ตอนทำสัญญา และต้องแจ้งสถานะผู้กู้ต่อที่ทำงานภายใน 30 วันนับแต่วันเริ่มงาน
- ไม่ติดเพดานร้อยละ 10: เพดานการหักร้อยละ 10 ต่อรายการ และรวมไม่เกินหนึ่งในห้า ตาม ม.76 วรรคสอง ใช้กับการหักตาม (2) ถึง (5) เท่านั้น ส่วนการหักตามที่กฎหมายบัญญัติตาม (1) ไม่อยู่ในเพดานนี้
- ลำดับการหัก: มาตรา 51 วรรคสอง ให้หักหนี้ กยศ. เป็นลำดับแรก ถัดจากภาษีหัก ณ ที่จ่าย และเงินที่ต้องหักตามกฎหมายกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ คุ้มครองแรงงาน และประกันสังคม
- ไม่หักหรือนำส่งไม่ครบ นายจ้างรับผิดเอง: มาตรา 51 วรรคสี่ ให้นายจ้างชดใช้เงินส่วนของลูกจ้าง พร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือน นับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดนำส่ง รวมถึงกรณีหักแล้วนำส่งเกินกำหนดด้วย
- ฝั่งลูกจ้างได้รับความคุ้มครองเช่นกัน: มาตรา 51 วรรคห้า เมื่อนายจ้างหักเงินเดือนไปแล้ว ให้ถือว่าลูกจ้างชำระหนี้ตามจำนวนนั้นแล้ว ลูกจ้างไม่ต้องรับผลหากนายจ้างนำส่งช้า
- ผู้กู้ผูกพันตามระเบียบกองทุน: ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญากู้ กยศ. ระบุให้ผู้กู้ปฏิบัติตามระเบียบของกองทุน ระเบียบการชำระคืนที่ออกก่อนผิดนัดย่อมเป็นส่วนหนึ่งของสัญญา ผูกพันผู้กู้โดยไม่ต้องแจ้งหรือขอความยินยอมอีก (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10123/2551 ตัดสินภายใต้ พ.ร.บ.กยศ. ฉบับ 2541)
สรุปคือ การขอให้หยุดหักต้องไปคุยกับ “เจ้าหนี้” คือกองทุน ไม่ใช่กับ “ผู้ทำหน้าที่หักเงิน” คือนายจ้างครับ
📌 เส้นทางที่ถูกต้อง เมื่อพนักงานไม่พร้อมจ่าย กยศ.
พนักงานแจ้ง HR ว่าไม่พร้อมจ่ายเดือนนี้
❌ HR หยุดหักเอง = นายจ้างจ่ายแทน + เงินเพิ่ม 2%/เดือน
✅ พนักงานยื่นขอผ่อนผัน/ระงับกับกองทุน (ม.44 วรรคสี่)
✅ HR หักตามยอดที่กองทุนแจ้งใหม่
มาตรา 44 วรรคสี่ เปิดช่องให้กองทุนผ่อนผันการชำระให้ต่างจากจำนวนหรือระยะเวลาเดิม ลดหย่อนหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ แปลงหนี้ใหม่ หรือระงับการชำระ ตามที่ผู้กู้ร้องขอเป็นรายบุคคลได้ และวรรคห้ายังให้ทำได้แม้อยู่ระหว่างถูกฟ้องคดีหรือบังคับคดีแล้วด้วย พนักงานที่เดือดร้อนจริงจึงมีทางออกตามกฎหมาย เพียงแต่ต้องไปขอที่กองทุนครับ
✅ ถ้าเจอเรื่องนี้ HR และนายจ้างควรทำอย่างไร
- หักต่อตามยอดที่กองทุนแจ้ง จนกว่าจะได้รับแจ้งยอดใหม่หรือแจ้งให้หยุดจากกองทุน ไม่เปลี่ยนตามคำขอด้วยวาจาหรือหนังสือของพนักงานเพียงฝ่ายเดียว
- อธิบายพนักงานด้วยความเข้าใจ ว่าบริษัทไม่ได้ไม่ช่วย แต่บริษัทมีหน้าที่ตามกฎหมาย และถ้าหยุดหักเอง บริษัทต้องจ่ายแทนพร้อมเงินเพิ่ม
- แนะนำช่องทางที่ถูก ให้พนักงานติดต่อกองทุนเพื่อขอผ่อนผัน ลดหย่อน ปรับโครงสร้าง หรือระงับการชำระ ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการกองทุนกำหนด
- นำส่งให้ตรงเวลา ภายในกำหนดเวลาเดียวกับการนำส่งภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพราะนำส่งช้าก็มีเงินเพิ่มเช่นเดียวกับไม่หัก
- แยกรายการหักให้ชัดบนสลิปเงินเดือน ตั้งชื่อรายการ “หนี้ กยศ.” ให้พนักงานเห็นยอดที่ถูกหักทุกงวด เป็นหลักฐานทั้งฝั่งบริษัทและพนักงาน
- ตรวจลำดับการหัก ให้หนี้ กยศ. อยู่ถัดจากภาษีและเงินที่ต้องหักตามกฎหมายอื่นตามมาตรา 51 วรรคสอง
- ถ้าเคยพลาดไปแล้ว ให้ติดต่อกองทุนโดยเร็ว เพราะมาตรา 51 วรรคหก เปิดให้กองทุนยกเว้นหรือลดหย่อนเงินเพิ่มให้นายจ้างได้เมื่อมีเหตุอันสมควร ตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการ
📌 หน้าที่ของแต่ละฝ่ายเรื่องหนี้ กยศ.
🏢 นายจ้าง / HR
- หักเงินเดือนตามจำนวนที่กองทุนแจ้ง
- นำส่งกรมสรรพากรตามกำหนดเวลา
- ไม่หัก/ส่งไม่ครบ/ส่งช้า = รับผิดเอง + เงินเพิ่ม 2% ต่อเดือน
- หักตามลำดับที่มาตรา 51 วรรคสองกำหนด
👷 พนักงานผู้กู้
- แจ้งสถานะผู้กู้ต่อที่ทำงานภายใน 30 วัน
- ยินยอมให้หักเงินเดือนไว้ตั้งแต่ทำสัญญากู้
- ถูกหักแล้ว = ถือว่าชำระหนี้ตามจำนวนนั้นแล้ว
- เดือดร้อนจริง ยื่นขอผ่อนผัน/ระงับกับกองทุนได้
💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: การปฏิเสธคำขอหยุดหักไม่ได้แปลว่าบริษัทใจร้าย เพราะการยอมหยุดหักเองไม่ได้ช่วยให้หนี้ของพนักงานหายไป กลับทำให้บริษัทต้องรับภาระพร้อมเงินเพิ่ม วิธีที่ดีต่อทั้งสองฝ่ายคือหักตามที่กองทุนแจ้ง นำส่งตรงเวลา แล้วช่วยชี้ทางให้พนักงานไปขอผ่อนผันกับกองทุน แบบนี้บริษัทปลอดภัย และพนักงานก็ได้ทางออกที่ถูกต้องครับ
❓ คำถามที่พบบ่อย
Qถ้าพนักงานเซ็นหนังสือขอให้บริษัทหยุดหัก กยศ. บริษัทหยุดหักได้ไหม?
ไม่ได้ครับ หน้าที่หักมาจากมาตรา 51 ของ พ.ร.บ.กยศ. โดยตรง ไม่ได้มาจากความยินยอมที่ลูกจ้างจะถอนได้ และผู้กู้ได้ให้ความยินยอมไว้แล้วตั้งแต่ทำสัญญากู้ตามมาตรา 42 บริษัทจะเปลี่ยนยอดหรือหยุดหักได้เมื่อกองทุนแจ้งเท่านั้น ถ้าหยุดเอง บริษัทต้องรับผิดชดใช้เงินส่วนนั้นพร้อมเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนครับ
Qหักเงินเดือนพนักงานแล้ว แต่บริษัทนำส่งช้า พนักงานจะโดนผลกระทบไหม?
พนักงานได้รับความคุ้มครองครับ มาตรา 51 วรรคห้า ให้ถือว่าผู้กู้ชำระหนี้ตามจำนวนที่ถูกหักไว้แล้ว ส่วนบริษัทที่นำส่งช้าต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนที่ยังไม่ได้นำส่ง ทั้งนี้กองทุนอาจยกเว้นหรือลดหย่อนเงินเพิ่มให้ได้เมื่อมีเหตุอันสมควรตามมาตรา 51 วรรคหกครับ
Qพนักงานเงินเดือนไม่พอจ่ายจริง ๆ ต้องทำอย่างไร และ HR ต้องปรับอะไรในระบบเงินเดือน?
พนักงานยื่นคำร้องต่อกองทุนเพื่อขอผ่อนผัน ลดหย่อนหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ หรือระงับการชำระ ตามมาตรา 44 วรรคสี่ เมื่อกองทุนแจ้งยอดใหม่มา HR ก็แก้ยอดรายการหักในระบบให้ตรง แล้วหักตามนั้นตั้งแต่งวดถัดไป ถ้าใช้ โปรแกรมเงินเดือน จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน ของ Digitalscan สามารถตั้งเป็นรายการหักคงที่ของพนักงานรายคน แสดงชื่อรายการบนสลิป และใช้ซ้ำได้ทุกงวดครับ
HR ตั้งรายการ “หนี้ กยศ.” ใส่ยอดตามที่กองทุนแจ้ง ชื่อรายการแสดงบนสลิป ใช้ซ้ำทุกงวด แก้ยอดได้เมื่อได้รับแจ้งใหม่
ออกสลิปเงินเดือน (พิมพ์ทั้งบริษัทหรือส่งอีเมลรายบุคคล) ภ.ง.ด.1 ภ.ง.ด.1ก 50 ทวิ และ สปส. 1-10 จากโปรแกรมเดียว
ใช้คู่กับ เครื่องสแกนลายนิ้วมือ DST168W หรือ เครื่องสแกนใบหน้า ฝ่ามือ WP800 ข้อมูลเงินเดือนเก็บในเครื่องของบริษัทเอง
⚖️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: อ้างอิงพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2566 มาตรา 42 มาตรา 44 และมาตรา 51 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9384/2558 และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10123/2551 บทความนี้จัดทำโดย Digitalscan (บริษัท อินโนเวชั่น สแกน จำกัด) เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่ใช่คำปรึกษากฎหมายเฉพาะกรณี หากมีข้อเท็จจริงเฉพาะ ควรสอบถามกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ข้อมูลอ้างอิงกฎหมายที่มีผลบังคับ ณ กันยายน 2569 ครับ

