ตัวอย่างการกรอก สกล.3 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ทีละช่อง

📄 กรอกแบบ สกล.3 ยังไงให้ถูกตั้งแต่เดือนแรก ไม่ต้องกลับมาแก้

คำตอบสั้น ๆ

แบบ สกล.3 คือ แบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง ที่นายจ้างต้องยื่นพร้อมนำส่งเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่หักเงินสะสม โดยกรอก 2 ส่วนคือ ข้อมูลสถานประกอบกิจการ และตารางรายชื่อลูกจ้างรายคน พร้อมค่าจ้าง อัตราร้อยละ และจำนวนเงินที่นำส่ง — ถ้าเป็นการขึ้นทะเบียนครั้งแรก ยังไม่ต้องกรอกช่องเงินสะสมและเงินสมทบครับ

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป กิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปและยังไม่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ต้องจัดให้ลูกจ้างเข้าเป็นสมาชิกกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง งวดแรกที่ต้องนำส่งจริงคือค่าจ้างเดือนตุลาคม 2569 ซึ่งต้องยื่นภายใน 15 พฤศจิกายน 2569 บทความนี้ Digitalscan (บริษัท อินโนเวชั่น สแกน จำกัด) เรียบเรียงตัวอย่างการกรอกแบบทีละช่อง เพื่อให้เจ้าของกิจการและ HR ทำได้เองโดยไม่ต้องเดาครับ

🖨️ ตัวอย่างการกรอกแบบ สกล.3 (ฉบับเต็ม 12 คน)

🧾 อธิบายทีละช่อง — ส่วนหัว (ข้อ ๑ และ ข้อ ๒)

  • ชื่อสถานประกอบกิจการ/นายจ้าง — ใช้ชื่อตามที่จดทะเบียน ถ้าเป็นบุคคลธรรมดาให้ใส่ชื่อ-สกุลนายจ้าง
  • ประเภทกิจการ — ระบุลักษณะธุรกิจจริง เช่น รับเหมาก่อสร้าง ค้าปลีก โรงงานผลิตอาหาร
  • จดทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ — เลขทะเบียนนิติบุคคล 13 หลัก ต้องตรงกับหนังสือรับรอง
  • ผู้มีอำนาจลงนาม — ชื่อผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรอง และต้องเป็นคนเดียวกับที่ลงชื่อท้ายแบบ
  • ที่อยู่ / โทรศัพท์ / อีเมล — ใช้ที่อยู่ของสถานประกอบกิจการ และอีเมลที่เปิดอ่านจริง เพราะเป็นช่องทางที่สำนักงานใช้ติดต่อกลับ
  • ข้อมูล ณ เดือน / พ.ศ. — ใส่เดือนที่หักเงินสะสมจากค่าจ้าง เช่น หักจากค่าจ้างเดือนตุลาคม 2569 ก็ระบุ “ตุลาคม 2569” แล้วนำส่งภายใน 15 พฤศจิกายน 2569
  • จำนวนลูกจ้าง + แยกตามสัญชาติ — ผลรวมของช่องแยกสัญชาติต้องเท่ากับจำนวนรวม และเท่ากับจำนวนแถวในตาราง ถ้าไม่ตรง เจ้าหน้าที่จะตีกลับ

📊 อธิบายทีละช่อง — ตารางรายชื่อลูกจ้าง

  • ลำดับ / คำนำหน้า / ชื่อ / ชื่อสกุล — สะกดให้ตรงบัตรประชาชนหรือเอกสารประจำตัว เพราะระบบใช้จับคู่ตอนจ่ายเงินคืน
  • อายุ — อายุ ณ เดือนที่รายงาน
  • สัญชาติ — ต้องสอดคล้องกับตัวเลขในส่วนหัว
  • เลขบัตรประจำตัวประชาชน / เลขหนังสือเดินทาง — คนไทยใช้เลข 13 หลัก ส่วนลูกจ้างต่างชาติให้กรอกเลขอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับ คือ หนังสือเดินทาง (Passport) หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย (บัตรสีชมพู) หรือใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)
  • ค่าจ้าง (รายวัน / รายเดือน / ตามผลงาน) — กรอกยอดค่าจ้างของเดือนนั้นลงในช่องที่ตรงกับประเภทการจ่ายของลูกจ้างคนนั้น ลูกจ้างรายเดือนกรอกช่องรายเดือน ลูกจ้างรายวันกรอกยอดค่าจ้างที่ได้รับจริงในเดือนนั้นในช่องรายวัน
  • เงินสะสมที่นำส่งต่อเดือน (ร้อยละ) — ส่วนของลูกจ้าง ตามอัตราที่กฎกระทรวงกำหนดในช่วงนั้น
  • เงินสะสมต่อเดือน (บาท) — ค่าจ้าง × อัตราร้อยละ ปัดเศษตามกติกาในหัวข้อถัดไป
  • เงินสมทบที่นำส่งต่อเดือน (ร้อยละ) และ (บาท) — ส่วนของนายจ้าง จ่ายเท่ากับฝ่ายลูกจ้าง
  • วันเริ่มงาน — วันเริ่มงานครั้งแรก ไม่ใช่วันที่เริ่มเข้ากองทุน
  • วันสิ้นสุดงาน / สาเหตุที่ออกจากงาน — กรอกเมื่อมีลูกจ้างออกในเดือนนั้น ระบุสาเหตุตามจริง
  • ลูกจ้างที่ไม่มีค่าจ้างในเดือนนั้น — เช่น ลาโดยไม่ได้รับค่าจ้างทั้งเดือน ก็ยังต้องกรอกชื่อไว้ในแบบด้วย

🧮 วิธีคิดเงินสะสม–เงินสมทบ และกติกาปัดเศษ

อัตราตามกฎกระทรวงแบ่งเป็น 2 ช่วง คือ 1 ต.ค. 2569 – 30 ก.ย. 2574 ฝ่ายละ 0.25% ของค่าจ้าง และ ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป ฝ่ายละ 0.50% ของค่าจ้าง โดยลูกจ้างจ่ายเป็น “เงินสะสม” และนายจ้างจ่ายเป็น “เงินสมทบ” เท่ากันครับ

กติกาปัดเศษ: ให้ดูทศนิยมหลักที่ 3 ถ้าตั้งแต่ 5 ขึ้นไปให้ปัดขึ้น ถ้าไม่ถึง 5 ให้ปัดทิ้ง

ค่าจ้างเดือนนั้น (บาท)× 0.25%ผลลัพธ์ก่อนปัดกรอกในแบบ (บาท)
15,500.000.002538.75038.75
28,500.000.002571.25071.25
12,050.700.002530.12675030.13
12,000.600.002530.00150030.00
ตรวจยอดรวมเงินสะสมของลูกจ้างทั้ง 12 คนในตัวอย่าง = 1,065.13 บาท เงินสมทบของนายจ้างอีก 1,065.13 บาท รวมนำส่ง 2,130.26 บาท — ตัวเลขที่โอนต้องตรงกับยอดในแบบเสมอ

⚖️ ทำไม “ตัวเลขที่หัก” ต้องตรงเป๊ะ — บทเรียนจากคำพิพากษาศาลฎีกา

การหักเงินสะสมเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นการหักที่กฎหมายกำหนดให้นายจ้างทำ จึงไม่ต้องขอความยินยอมเป็นรายคน แต่จุดที่ต้องระวังคือ ห้ามหักเกินหรือหักรายการอื่นพ่วงไปด้วย เพราะการหักค่าจ้างนอกเหนือข้อยกเว้นที่กฎหมายอนุญาต ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดเจนครับ

ประเด็น

นายจ้างหักค่าจ้างและค่าล่วงเวลาของลูกจ้าง โดยอ้างเหตุผลของฝ่ายนายจ้าง

คำวินิจฉัยศาล

ตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76 วรรคแรก และมาตรา 77 นายจ้างหักค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าทำงานในวันหยุด และค่าล่วงเวลาในวันหยุดได้เฉพาะกรณีที่เข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น และถ้าเป็นการหักเพื่อชดใช้ค่าเสียหาย ต้องได้รับความยินยอมจากลูกจ้างเป็นหนังสือที่ลูกจ้างลงลายมือชื่อ หรือมีข้อตกลงไว้ชัดเจนเป็นการเฉพาะ

ผลทางกฎหมาย

การหักที่ไม่เข้าข้อยกเว้นและไม่มีหนังสือยินยอม เป็นการหักที่ทำไม่ได้ นายจ้างต้องคืนเงินส่วนนั้นให้ลูกจ้าง (อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5953/2550)

แปลเป็นภาษาคนทำธุรกิจคือ เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างหักได้เพราะกฎหมายบัญญัติไว้ แต่ต้องหักเท่าที่กฎหมายกำหนดและนำส่งจริง ถ้าหักไว้แล้วไม่นำส่ง หรือหักเกินอัตรา ส่วนเกินนั้นไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ และยังมีอีกคดีที่ศาลวินิจฉัยว่าการหักค่าจ้างต้องมุ่งถึงตัวลูกจ้างที่ก่อความเสียหายโดยตรง จะไปหักจากลูกจ้างคนอื่นไม่ได้ แม้จะทำหนังสือยินยอมไว้ก็ตาม (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1458/2548) ครับ

✅ เช็กลิสต์ก่อนกดยื่น สกล.3 ทุกเดือน

  • ยอดในแบบตรงกับยอดที่โอนจริง ทั้งฝั่งเงินสะสมและเงินสมทบ
  • จำนวนแถวในตาราง = จำนวนลูกจ้างในข้อ ๒ = ผลรวมแยกตามสัญชาติ
  • ชื่อ-สกุลและเลขบัตร/พาสปอร์ตสะกดตรงเอกสารจริง ไม่มีตัวสะกดตกหล่น
  • คนเข้าใหม่ระหว่างเดือน เพิ่มชื่อพร้อมวันเริ่มงานครั้งแรก
  • คนออกระหว่างเดือน กรอกวันสิ้นสุดงานและสาเหตุตามจริง เพื่อให้ลูกจ้างขอรับเงินคืนได้
  • ยื่นแบบและนำส่งเงินภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป (เดือนแรกคือ 15 พ.ย. 2569)
  • ถ้าข้อมูลที่เคยยื่นเปลี่ยน เช่น ชื่อบริษัท ที่อยู่ ให้ยื่นแบบแจ้งเปลี่ยนแปลง (สกล.3/2) ตามกำหนด
  • เก็บสำเนาแบบ หลักฐานการโอน และฐานค่าจ้างรายเดือนไว้ให้ตรวจย้อนหลังได้

💡 ข้อคิดสำหรับองค์กร: งาน สกล.3 ไม่ได้ยากที่ “แบบฟอร์ม” แต่ยากที่ “ฐานค่าจ้างรายเดือนต้องนิ่ง” ถ้าเวลาเข้า-ออกงานยังจดในสมุดหรือรวมจากไลน์ ตัวเลขค่าจ้างแต่ละเดือนจะเพี้ยน แล้วเงินสะสมก็เพี้ยนตาม การทำต้นทางให้แม่นตั้งแต่การบันทึกเวลา คือวิธีที่เหนื่อยน้อยที่สุดในระยะยาวครับ

❓ คำถามที่พบบ่อยเรื่องแบบ สกล.3

Qยื่น สกล.3 ครั้งแรก ต้องกรอกช่องเงินสะสมและเงินสมทบด้วยไหม

ถ้าเป็นการยื่นเพื่อขึ้นทะเบียนลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนครั้งแรก ยังไม่ต้องกรอกช่องเงินสะสมและเงินสมทบ ให้กรอกเฉพาะข้อมูลของสถานประกอบกิจการและข้อมูลลูกจ้างรายคนพร้อมค่าจ้าง ส่วนช่องจำนวนเงินจะเริ่มกรอกในงวดที่มีการหักเงินสะสมและนำส่งจริงครับ

Qลูกจ้างต่างชาติต้องกรอกในแบบ สกล.3 ด้วยหรือไม่ ใช้เลขอะไร

ต้องกรอกด้วย โดยให้ใช้เลขอย่างใดอย่างหนึ่งตามลำดับ คือ หนังสือเดินทาง หรือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย หรือใบอนุญาตทำงาน หากมีหนังสือเดินทางหลายเล่ม ให้ใช้เลขที่เป็นปัจจุบัน และควรเก็บเลขเดิมไว้ เพราะตอนขอรับเงินคืนต้องแสดงเลขหนังสือเดินทางทั้งหมดครับ

Qยื่นช้าหรือนำส่งเงินไม่ครบ มีผลอย่างไร

กรณีไม่นำส่งหรือส่งไม่ครบภายในกำหนด นายจ้างต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละห้าต่อเดือนของจำนวนที่ยังขาด โดยเศษของเดือนถ้าถึงสิบห้าวันให้นับเป็นหนึ่งเดือน และพนักงานตรวจแรงงานจะมีคำเตือนเป็นหนังสือให้นำเงินมาชำระภายในกำหนดไม่น้อยกว่าสามสิบวัน ส่วนการไม่ยื่นแบบรายการภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด หรือกรอกข้อความอันเป็นเท็จ อาจต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับครับ

💼 เตรียมฐานข้อมูลลูกจ้างให้พร้อมยื่น สกล.3 ด้วย Digitalscan
🕘
เวลาเข้า-ออกงานแม่นยำตั้งแต่ต้นทาง

สแกนลายนิ้วมือหรือใบหน้า ข้อมูลเข้าระบบทันที ไม่ต้องรวมจากสมุดหรือไลน์

🧾
โปรแกรมเงินเดือนพร้อมทะเบียนลูกจ้าง

ดึงชื่อ เลขบัตร วันเริ่มงาน และฐานค่าจ้างรายเดือนออกมาใช้กรอกแบบได้สะดวก รองรับการคำนวณตามกฎหมายใหม่

💰
ซื้อขาด จ่ายครั้งเดียว ไม่มีรายเดือน

ข้อมูลเก็บที่เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเอง มีทีมช่วยติดตั้งและสอนใช้งาน

⚖️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้เรียบเรียงเพื่อให้ความรู้ทั่วไปแก่เจ้าของกิจการและ HR อ้างอิงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ในส่วนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ระเบียบคณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างว่าด้วยการนำส่งเงินสะสม เงินสมทบ และเงินเพิ่มเข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง คำชี้แจงท้ายแบบ สกล.3 ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5953/2550 กับที่ 1458/2548 ในประเด็นการหักค่าจ้าง ตัวเลขและชื่อในตัวอย่างเป็นข้อมูลสมมติเพื่อการอธิบายเท่านั้น กรณีมีข้อสงสัยเฉพาะเรื่อง ควรตรวจสอบกับสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจังหวัดหรือพื้นที่ หรือปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายของท่านครับ