📋 กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเลื่อนเก็บเงิน ยังต้องขึ้นทะเบียนภายใน 31 ตุลาคม 2569 ไหม?
คำตอบสั้น: หลังข่าวเลื่อน ความเร่งด่วนที่ต้องเสร็จภายใน 31 ตุลาคม 2569 หมดไปแล้ว แต่งานขึ้นทะเบียนใน e-Service ไม่ได้หายไปครับ ทางกฎหมาย มาตรา 130 วรรคแปด ถือว่านายจ้างที่ยื่นแบบประกันสังคมแล้วได้ยื่นรายชื่อลูกจ้างแล้ว แต่ทางปฏิบัติ การนำส่งเงินทำผ่านระบบ e-Service ซึ่งต้องมีรายชื่อลูกจ้างในระบบและหนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียน (สกล.4) ก่อน
เดิมต้องพร้อมก่อนรอบนำส่งงวดตุลาคม ซึ่งระบบเปิดให้แจ้งการส่งเงินตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน 2569 เมื่อวันเริ่มเก็บเงินเลื่อนเป็น 1 มกราคม 2570 เส้นตายในทางปฏิบัติจึงขยับเป็น “ก่อนรอบนำส่งงวดแรกตามกำหนดใหม่” ครับ
คำถามนี้เจอบ่อยในกลุ่ม HR หลังข่าวเลื่อนเก็บเงินกองทุนออกมา เพราะก่อนหน้านั้นหลายบริษัทเข้าใจว่าต้องขึ้นทะเบียนให้เสร็จภายในเดือนตุลาคม เมื่อวันเก็บเงินขยับ คนจึงไม่แน่ใจว่าเรื่องทะเบียนขยับตามด้วยหรือไม่ คำตอบจะชัดขึ้นเมื่อแยกหน้าที่ของนายจ้างออกเป็น 2 เรื่องที่กฎหมายเขียนไว้คนละวรรค คนละมาตรา
ขึ้นทะเบียน กับ นำส่งเงิน เป็นคนละหน้าที่
- หน้าที่ยื่นรายชื่อ — มาตรา 130 วรรคห้า ให้นายจ้างที่มีลูกจ้างเป็นสมาชิกกองทุนยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้าง (แบบ สกล.3) แล้วกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานจะออกหนังสือสำคัญแสดงการขึ้นทะเบียนให้ ถ้าข้อมูลเปลี่ยนภายหลังก็ต้องแจ้งแก้ไข
- หน้าที่นำส่งเงิน — มาตรา 131 ให้นายจ้างหักเงินสะสมจากค่าจ้างทุกครั้งที่จ่าย และจ่ายเงินสมทบของนายจ้างเข้ากองทุน ตามอัตราในกฎกระทรวง
- สิ่งที่เลื่อนรอบนี้ — คือวันเริ่มเก็บเงิน จาก 1 ตุลาคม 2569 เป็น 1 มกราคม 2570 ผ่านร่างพระราชกฤษฎีกาและร่างกฎกระทรวงที่ ครม. รับทราบหลักการเมื่อ 14 ตุลาคม 2569 และอยู่ระหว่างขั้นตอนออกกฎหมาย
มาตรา 130 วรรคแปด: ทางกฎหมายถือว่ายื่นแล้ว แต่ระบบยังต้องมีชื่อ
วรรคสุดท้ายของมาตรา 130 เขียนไว้ชัดว่า ผู้ที่ยื่นแบบรายการ หรือแจ้งเปลี่ยนแปลงแก้ไขแบบรายการตามกฎหมายประกันสังคม ให้ถือว่าได้ปฏิบัติตามหน้าที่ยื่นแบบ แจ้งเปลี่ยนแปลง และแก้ไขข้อมูลของกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างแล้ว พูดง่าย ๆ คือ บริษัทที่เคยยื่นขึ้นทะเบียนนายจ้าง (สปส.1-01) และแจ้งลูกจ้างเข้าเป็นผู้ประกันตน (สปส.1-03) ไว้ กฎหมายนับว่าส่งรายชื่อลูกจ้างแล้ว ไม่ต้องทำเอกสารชุดเดียวกันซ้ำสองหน่วยงาน
อย่างไรก็ตาม หน้าที่ตามกฎหมายกับขั้นตอนของระบบเป็นคนละเรื่องกัน ระบบ e-Service กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเปิดเมื่อ 15 กันยายน 2569 มี 4 ขั้น คือ สมัครใช้งาน ตั้งรหัส PIN ยื่นแบบแสดงรายชื่อลูกจ้าง (นำเข้าไฟล์ Template Excel ของกรมฯ) และพิมพ์หนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียน การแจ้งนำส่งเงินแต่ละงวดก็ทำผ่านระบบเดียวกัน บริษัทที่ไม่มีรายชื่อลูกจ้างในระบบจึงแจ้งนำส่งเงินไม่ได้ แม้ทางกฎหมายจะถือว่ายื่นรายชื่อแล้วก็ตาม
ไทม์ไลน์ที่ HR ควรรู้ หลังเลื่อนวันเก็บเงิน
| วันที่ | เกิดอะไรขึ้น / ต้องทำอะไร |
|---|---|
| 15 ก.ย. 2569 | กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานเปิดระบบ e-Service กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ให้นายจ้างสมัครใช้งาน ตั้ง PIN และเตรียมข้อมูลล่วงหน้า |
| 1 พ.ย. 2569 (แผนเดิม) | วันที่ระบบเปิดให้แจ้งการส่งเงินงวดแรก คือเหตุที่หลายบริษัทเร่งขึ้นทะเบียนให้เสร็จภายในเดือนตุลาคม ก่อนมีข่าวเลื่อน |
| 2 ต.ค. 2569 | คณะกรรมการกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งมีผู้แทนทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้าง เห็นควรชะลอการเก็บเงินจากผลกระทบน้ำท่วมและเศรษฐกิจ |
| 14 ต.ค. 2569 | ครม. รับทราบหลักการร่างกฎหมาย 3 ฉบับ เลื่อนวันเริ่มเก็บเงินและวันใช้หลักเกณฑ์การจ่ายเงินสงเคราะห์ให้ตรงกัน |
| 1 ม.ค. 2570 | วันเริ่มเก็บเงินสะสมและเงินสมทบตามกำหนดใหม่ เมื่อพระราชกฤษฎีกาประกาศใช้ |
| ภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป | รอบนำส่งเงินพร้อมแบบรายการรายเดือน ถ้ายังใช้หลักเกณฑ์เดิม งวดค่าจ้างมกราคม 2570 จะนำส่งภายใน 15 กุมภาพันธ์ 2570 การขึ้นทะเบียนใน e-Service ควรเสร็จก่อนรอบนี้ |
เช็ก 3 ข้อ บริษัทคุณต้องทำอะไรเพิ่มไหม
มาตรา 130 วรรคหนึ่ง บังคับกับกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กิจการที่ต่ำกว่านั้นยังไม่อยู่ในบังคับ แต่ลูกจ้างสมัครเป็นสมาชิกได้ถ้านายจ้างยินยอม (แบบ สกล.3/1)
ถ้าครบและข้อมูลเป็นปัจจุบัน ถือว่าหน้าที่ยื่นรายชื่อเรียบร้อยตามมาตรา 130 วรรคแปด ถ้ายังไม่ครบ ให้จัดการฝั่งประกันสังคมก่อน จากนั้นจึงนำรายชื่อชุดเดียวกันเข้าระบบ e-Service
มาตรา 130 วรรคสอง ยกเว้นกิจการที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือการสงเคราะห์ตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง ลูกจ้างที่ไม่ได้อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เช่น ช่วงทดลองงาน ควรแยกกลุ่มไว้ตรวจว่าต้องเข้ากองทุนสงเคราะห์หรือไม่
4 เรื่องที่เข้าใจผิดกันบ่อยช่วงนี้
- “เลื่อนเก็บเงินแล้ว ไม่ต้องสนใจเรื่องทะเบียน”
หน้าที่ตามมาตรา 130 ยังอยู่ แค่บริษัทที่ข้อมูลประกันสังคมครบได้รับการถือว่าทำแล้ว ลูกจ้างที่ตกหล่นจากประกันสังคมยังเป็นจุดเสี่ยง - “ยื่นประกันสังคมแล้ว ไม่ต้องเข้า e-Service เลย”
ทางกฎหมายถือว่ายื่นรายชื่อแล้วก็จริง แต่การนำส่งเงินทำผ่านระบบ ถ้าไม่มีรายชื่อลูกจ้างและ สกล.4 ในระบบ จะติดตอนนำส่งงวดแรก - “หักเงินลูกจ้างไว้ก่อน เผื่อกฎหมายมีผล”
มาตรา 76 ห้ามหักค่าจ้างเว้นแต่มีกฎหมายรองรับ การหักก่อนวันเริ่มเก็บจริงจึงสร้างปัญหาทั้งกับพนักงานและกับบัญชีเงินเดือน - “ถ้าไม่ได้หักจากลูกจ้าง นายจ้างก็ไม่ต้องส่ง”
มาตรา 131 วรรคสาม ห้ามนายจ้างอ้างว่าไม่ได้หักหรือหักไม่ครบเพื่อพ้นความรับผิด ถ้านำส่งช้าหรือขาด ต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละห้าต่อเดือนของยอดที่ค้าง
✅ สิ่งที่ HR ทำได้เลยตอนนี้
- สมัคร e-Service ตั้ง PIN นำเข้ารายชื่อ และพิมพ์ สกล.4
ทำให้ครบทั้ง 4 ขั้นก่อนรอบนำส่งงวดแรก ไม่ต้องรอจนใกล้กำหนด บริษัทที่ได้ สกล.4 แล้วก็เก็บไว้ใช้ได้เลย - ไล่รายชื่อลูกจ้างเทียบกับประกันสังคม
ตรวจว่าทุกคนที่ทำงานอยู่ถูกแจ้งเข้า ข้อมูลเข้า-ออกเป็นปัจจุบัน - แยกกลุ่มลูกจ้างตามกองทุนที่สังกัด
คนที่อยู่ในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กับคนที่ไม่ได้อยู่ เพื่อรู้ว่าใครต้องคำนวณเงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ - ทบทวนว่ารายได้ไหนนับเป็นค่าจ้าง
ฐานเงินสะสมคิดจากค่าจ้าง ลูกจ้างรายวันยิ่งต้องมีเวลาทำงานจริงที่ครบ เพราะยอดเปลี่ยนทุกงวด - แจ้งพนักงานล่วงหน้า
อธิบายว่าเงินที่ถูกหักเป็นเงินออมของลูกจ้างเอง ได้คืนเมื่อออกจากงาน ลดความเข้าใจผิดในงวดแรก
❓ คำถามที่พบบ่อย
บริษัทขึ้นทะเบียนประกันสังคมแล้ว ต้องยื่น สกล.3 ขึ้นทะเบียนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างอีกไหม
ทางกฎหมาย มาตรา 130 วรรคแปด แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ให้ถือว่านายจ้างที่ยื่นแบบตามกฎหมายประกันสังคมแล้ว ได้ยื่นแบบรายการแสดงรายชื่อลูกจ้างแล้ว แต่ทางปฏิบัติ การนำส่งเงินทำผ่านระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จึงควรนำเข้ารายชื่อลูกจ้างและพิมพ์หนังสือสำคัญการขึ้นทะเบียน (สกล.4) ให้เสร็จก่อนรอบนำส่งงวดแรก
เลื่อนเก็บเงินเป็น 1 มกราคม 2570 แล้ว นำส่งงวดแรกเมื่อไร
หลักเกณฑ์การนำส่งเดิมกำหนดให้นำส่งเงินพร้อมแบบรายการภายในวันที่ 15 ของเดือนถัดจากเดือนที่จ่ายค่าจ้าง หากหลักนี้ยังใช้ต่อ งวดค่าจ้างเดือนมกราคม 2570 จะนำส่งภายใน 15 กุมภาพันธ์ 2570 ทั้งนี้วันเริ่มเก็บจะมีผลเมื่อพระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ประกาศใช้
ถ้านายจ้างไม่ได้หักเงินจากลูกจ้าง จะไม่ต้องนำส่งได้ไหม
ไม่ได้ มาตรา 131 วรรคสาม ห้ามนายจ้างอ้างว่าไม่ได้หักค่าจ้างหรือหักไม่ครบเพื่อพ้นความรับผิด และหากนำส่งไม่ครบหรือช้า ต้องจ่ายเงินเพิ่มร้อยละห้าต่อเดือนของยอดที่ค้าง โดยเศษของเดือนตั้งแต่สิบห้าวันนับเป็นหนึ่งเดือน
โปรแกรมเงินเดือนช่วยเตรียมรับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างได้อย่างไร
โปรแกรมเงินเดือนที่เลือกคำนวณกองทุนแยกรายคนได้ ช่วยให้ HR ตั้งค่าเฉพาะลูกจ้างที่อยู่ในข่าย และกำหนดงวดเริ่มคำนวณให้ตรงวันที่กฎหมายมีผล โปรแกรมเงินเดือน Digitalscan รองรับการคำนวณกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมายใหม่ โดย HR เป็นผู้กำหนดเงื่อนไขเอง
เครื่องสแกนลายนิ้วมือ DST168W หรือ เครื่องสแกนใบหน้า ฝ่ามือ WP800 ส่งเวลาเข้า-ออกเข้าโปรแกรมเงินเดือนโดยตรง
รองรับการคำนวณกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามกฎหมายใหม่ เลือกคำนวณรายคน และ HR ตั้งงวดเริ่มได้เอง
ข้อมูลเงินเดือนเก็บในเครื่องของบริษัทเป็นค่าเริ่มต้น สอดคล้องแนวทาง PDPA
⚖️ ข้อจำกัดความรับผิดชอบ: บทความนี้อ้างอิงพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 76, 130 และ 131 มติคณะรัฐมนตรีวันที่ 14 ตุลาคม 2569 ที่รับทราบหลักการร่างกฎหมายเลื่อนวันเริ่มจัดเก็บเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง และข้อมูลระบบ e-Service ของกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน จัดทำเพื่อให้ความรู้ทั่วไปโดย บริษัท อินโนเวชั่น สแกน จำกัด (Digitalscan) ข้อมูลอ้างอิงกฎหมายที่มีผลบังคับ ณ ตุลาคม พ.ศ. 2569

